หุ้น TISCO-KK เริงร่ารับอานิสงส์ยอดขายรถยนต์ทะลัก พร้อมควงขึ้นแท่นทำนิวไฮแพ็คคู่ ด้านกูรูส่องหุ้น TISCO น่าสอยเป้าแรก 39.75 บาท ขณะที่ KK เบียดรอลุ้น 46 บาท ลั่นแม้ดัชนีกลุ่มร่วงไม่เป็นท่าแย้มไม่กระทบหุ้นเดี่ยง ขณะที่พื้นฐานสุดแจ่มสินเชื่อโตสุด กำไรทะลักทะลวง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า การที่ยอดขายรถยนต์เดือนสิงหาคมรวมอยู่ที่ 6.57 หมื่นคัน หรือเพิ่มขึ้น 52% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และยังมั่นใจว่ายอดขายรถยนต์ในเดือนกันยายนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยนั้น ปัจจัยนี้จะยิ่งสนับสนุนให้ธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก โดยเฉพาะบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) KKได้รับอานิสงส์เต็มที่
นายกฤษณ์ สุวรรณพิบูลย์รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TISCO และ KK มีความโดดเด่นมาก เพราะมีโอกาสลุ้นทำจุดสูงสุดใหม่โดยหุ้น TISCO ในระยะสั้นและระยะกลางสามารถ “ ทยอยซื้อสะสม”ได้เป้าหมายในรอบนี้ที่ 39.75 บาท
อย่างไรก็ตามเมื่อดูในระยะกลางแล้ว TISCO มีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 40.75 บาท ขณะที่ KK แม้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะแข็งแกร่งสู้ TISCO ไม่ได้แต่ในระยะสั้นและระยะกลางก็สามารถ “ทยอยซื้อสะสม”ได้เช่นเดียวกัน โดยมีเป้าหมายแรก 38 บาท ซึ่งถ้าผ่านไปได้จะมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ที่เป้ามาย 46 บาท
“ TISCO และ KK เป็นหุ้นขนาดกลางที่จะไม่ได้รับผลกระทบในกรณีที่ดัชนีกลุ่มแบงก์ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับแบงก์ใหญอย่าง BBL KBANK และ SCB ที่จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นในช่วงนี้สามารถทยอยซื้อสะสมหุ้น TISCO และKK ได้ วานนี้หุ้น KK ปิดที่ 35.75 บาทและ TISCO ปิดที่ 36 บาท” นายกฤษณ์ กล่าว
ด้านนายสุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม ผู้จัดการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)BLS กล่าวว่า แนะนำ “ซื้อ” TISCO เป้าหมาย 40 บาท เนื่องจากสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะการที่ TISCO มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เช่น Ford/Mazda และ GM/Chevrolet ซึ่งจะสนับสนุบให้สินเชื่อทั้งปีเป็นไปตามเป้าตามที่ผู้บริหารตั้งไว้มากกว่า 10%โดยฝ่ายวิจัยกลับมองว่าสินเชื่อปีนี้จะเติบโตสูงถึง 16% และสินเชื่อปีหน้าเติบโต 12%
โดย TISCO ยังมีปัจจัยที่น่าลงทุนเป็นอย่างมาก คือ มีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น(ROE)สูงถึง 19% สูงกว่าROE กลุ่มเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 11%เท่านั้นซึ่งทาง TISCO ได้ตั้งเป้าหมาย ROE ในปี 2553 ไว้ที่ระดับ 20% และไม่ต่ำกว่า 20%ในปีหน้า ส่วนของ P/Eในปัจจุบันอยู่ที่10 เท่าซึ่งคาดว่าในปีนี้ P/E จะอยู่ที่ 12 เท่า
ขณะเดียวกันแม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้นแต่ TISCO สามารถควบคุมต้นทุนของเงินทุนได้ดี โดยสัดส่วนของเงิน ฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ได้ปรับเพิ่มขึ้นคิดเป็นอัตราส่วน 40% ของแหล่งเงินฝากและเงินกู้รวมของกิจการจากปีที่ก่อนหน้าอยู่ที่ 23% อีกทั้งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ต่อหนี้ทั้งหมดต่ำที่สุดในกลุ่มที่ 2% จากค่าเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ 4.8%ด้วย
ดังนั้นคาดกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 2.85 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.98 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 43% และคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2554 อยู่ที่ 3.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยประเมินราคาเป้าหมาย 40 บาท
ล่าสุดนายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) KK กล่าว ว่ามั่นใจว่าสินเชื่อรวมในปีนี้จะเติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ 10-15%เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่ปัจจัยอะไรที่น่าเป็นห่วง
By : http://www.thunhoon.com/colum/06300/06300.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น