ทันหุ้น - TUF ใจดีควักกระเป๋าจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.26 บาท โบรกฉายภาพ 5 ปีสดใสเต็มใจปรับเพิ่มกำไรและราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 72 บาท แนะ "ซื้อ" รอเก็บกำไรจากการลงทุนเข้ากระเป๋าอื้อ
บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) TUF เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 มีมติให้จัดสรรกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานสำหรับงวด 3 เดือนคือ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-30 กันยายน 2553 เป็นเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.26 บาทโดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน
สำหรับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดพิเศษนี้ เนื่องจากบัตรส่งเสริมการลงทุน1 ฉบับที่จะหมดอายุลงในวันที่ 21 ตุลาคม2553 ในการจ่ายตามงวดปกติ (1 ก.ค.-31 ธ.ค.53) จะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากบัตรส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวและเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์จากบัตรส่งเสริมการลงทุนที่จะหมดไป คณะกรรมการบริษัทจึงขออนุมัติจากที่ประชุม สำหรับการจ่ายปันผลงวดพิเศษนี้
ทั้งนี้บริษัทได้กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผลในวันที่ 14 ตุลาคม 2553 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 ตุลาคม 2553
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด แนะนำ "ซื้อ" หุ้นTUF ราคาเป้าหมาย 72.00 บาท โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2554-55 อีก28-33% และปรับมูลค่าพื้นฐานปี 2554 ขึ้น43% เป็น 72 บาท สะท้อนมูลค่าเพิ่มหลังเข้าซื้อกิจการ MWB คาด MWB จะทำกำไร22-27% ของกำไรสุทธิรวมในช่วงปี 2554-56 และส่งผลให้กำไรปี 2554-56 เติบโตเฉลี่ยปีละ 21%
นอกจากนี้ยังสะท้อนศักยภาพในการเติบโตช่วง 5 ปีข้างหน้าจากความเป็นผู้นำตลาดที่ได้เปรียบด้านต้นทุนและมีกลยุทธ์การขยายตลาดและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การรวมกิจการMWB เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสทำตลาดในยุโรป และทำตลาดสินค้า Premium ในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงโอกาสเกิด Synergy ที่ช่วยให้ต้นทุนลดและเพิ่มอำนาจในการต่อรองในการสั่งซื้อวัตถุดิบจากผู้จำหน่าย และอำนาจในการกำหนดราคาขาย
อย่างไรก็ดีราคาเป้าหมายที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 72 บาท นอกจากสะท้อนกำไรต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นหลังรวมงบการเงินเข้ากับ MWB แล้วยังเปลี่ยนมาใช้ P/E เป้าหมายระดับ 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่เคยซื้อขายในอดีต (เพิ่มจากระดับ 10 เท่าในรายงานครั้งก่อน) เพื่อสะท้อนความสามารถในการเติบโตและการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่ลดลงหลังการเข้าซื้อกิจการ MWB--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ทันหุ้น
STOCK-STOR
สตอรี่หุ้น
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สยามแก๊สทุ่ม3พันล้าน เทค'บีพีซูไห่แอลพีจี'
"สยามแก๊ส"ทุ่ม3พันลบ.ซื้อหุ้นบีพี ซูไห่ แอลพีจี ธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลวครบวงจรของจีน หวังเพิ่มศักยภาพ ขยายขอบเขตค้าก๊าซแอลพีจีต่างประเทศ
นางจินตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (30 ก.ย.) ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด (Siamgas HK limited (SGHK)) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100% เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัทบีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด (BP Zhuhai Lpg limited. (BPZH)) ในสัดส่วน 100% โดยเป็นการซื้อจาก Shine Top International Investment limited ในสัดส่วน 49% และจาก BP Global Investments limited ในสัดส่วน 51%
บีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด ตั้งอยู่ในประเทศจีน และทำธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลวครบวงจร ประกอบด้วยคลังสินค้า และท่าเรือที่ใช้รับแก๊สในการนำเข้า และท่าเรือที่สาม! ารถให้บริการผ่านท่ารวมถึงการกระจายสินค้าด้วยเรือ รถบรรทุกก๊าซ และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวเพื่อบรรจุลงถังบรรจุก๊าซ
ทั้งนี้ มูลค่ารวมของทรัพย์สินที่จะซื้อ มีมูลค่า 101 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.09 พันล้านบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ต่อ 30.611 บาท
สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้ครั้งนี้ บริษัทจะเพิ่มทุนในบริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด จำนวน 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.09 พันล้านบาท เพื่อให้บริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด นำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นบีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด ทั้งนี้แหล่งเงินทุนจำนวน 3.09 พันล้านบาท จะมาจากเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน การเข้าลงทุนดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของบริษัท ในการขยายขอบเขตการทำธุรกิจค้าก๊าซแอลพีจีในต่างประเทศ และเป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ของบริษัท
บริษัทสยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ รายงานผลประกอบการงวดไตรมาสที่ 2 ปี 2553 มีกำไรสุทธิ 253 ล้านบาท หรือ 0.28 บาทต่อหุ้น ลดลงเมื่อเท! ียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 279 ล้านบาท หรือ 0.29 บาทต่ อหุ้น ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 581 ล้านบาท หรือ 0.63 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 544 ล้านบาท หรือ 0.57 บาทต่อหุ้น
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
นางจินตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (30 ก.ย.) ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด (Siamgas HK limited (SGHK)) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100% เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัทบีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด (BP Zhuhai Lpg limited. (BPZH)) ในสัดส่วน 100% โดยเป็นการซื้อจาก Shine Top International Investment limited ในสัดส่วน 49% และจาก BP Global Investments limited ในสัดส่วน 51%
บีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด ตั้งอยู่ในประเทศจีน และทำธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลวครบวงจร ประกอบด้วยคลังสินค้า และท่าเรือที่ใช้รับแก๊สในการนำเข้า และท่าเรือที่สาม! ารถให้บริการผ่านท่ารวมถึงการกระจายสินค้าด้วยเรือ รถบรรทุกก๊าซ และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวเพื่อบรรจุลงถังบรรจุก๊าซ
ทั้งนี้ มูลค่ารวมของทรัพย์สินที่จะซื้อ มีมูลค่า 101 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.09 พันล้านบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ต่อ 30.611 บาท
สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้ครั้งนี้ บริษัทจะเพิ่มทุนในบริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด จำนวน 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.09 พันล้านบาท เพื่อให้บริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด นำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นบีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด ทั้งนี้แหล่งเงินทุนจำนวน 3.09 พันล้านบาท จะมาจากเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน การเข้าลงทุนดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของบริษัท ในการขยายขอบเขตการทำธุรกิจค้าก๊าซแอลพีจีในต่างประเทศ และเป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ของบริษัท
บริษัทสยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ รายงานผลประกอบการงวดไตรมาสที่ 2 ปี 2553 มีกำไรสุทธิ 253 ล้านบาท หรือ 0.28 บาทต่อหุ้น ลดลงเมื่อเท! ียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 279 ล้านบาท หรือ 0.29 บาทต่ อหุ้น ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 581 ล้านบาท หรือ 0.63 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 544 ล้านบาท หรือ 0.57 บาทต่อหุ้น
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
คอลัมน์: เงาหุ้น: หุ้นบินไทย!!!
อินเด็กซ์ 51
ดัชนีหุ้นวันที่ 30 ก.ย.53 ปิดที่ 975.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.65 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 36,811.12 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 3,345.91 ล้านบาท
หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 297 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, BANPU ปิดที่ 716 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท, SCB ปิดที่ 103.50 บาท ลดลง 0.50 บาท, PTTAR ปิดที่ 27.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ PTTEP ปิดที่ 154 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่มที่โดดเด่นคือกลุ่มแบงก์และพลังงาน เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยดันหุ้นไทย แม้จะมีการเทขายทำกำไรจากรายย่อยออกมากดดัชนีก็ตาม
สำหรับแนวโน้มตลาดระยะสั้น ประเมินว่าจะค่อนข้างผันผวน โดยคาดว่ารายย่อยส่วนใหญ่น่าจะมีโอกาสขายทำกำไร ขณะที่นักลงทุนต่างชาติน่าจะยังเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นพลังงานและแบงก์ต่อ ขณะที่ยังต้องติดตามการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขความเชื่อมั่นประจำเดือนกันยายน และตัวเลขภาคการผลิต
ด้านเทคนิคมองแนวรับไว้ที่ 968 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 977 จุด
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากราคาหุ้นอ่อนตัวลงมา ให้ทยอยเลือกซื้อหุ้นเก็บไว้เพื่อรอขายทำกำไร เนื่องจากตลาดในช่วงนี้ยังคงผันผวน ส่วนหุ้นเด่น แนะนำ PTTEP เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการที่น่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 195 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มระยะสั้น คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงได้ เพราะนักลงทุนอาจขายทำกำไร ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาสนับสนุน
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงในระหว่างวัน โดยเน้นให้เลือกซื้อหุ้นที่ราคาไม่สูงมากนัก หรือหุ้นที่ราคาพักตัว ส่วนหุ้นที่ราคาปรับขึ้นสูง แนะให้ขายทำกำไรออกมา ด้านเทคนิคประเมินแนวรับดัชนีไว้ที่ 963 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 976-980 จุด
ปิดท้าย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ "ซื้อ" หุ้น THAI ให้ราคาพื้นฐานที่ 47.25 บาท มองแนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เช่นเดียวกับ บล.ธนชาต เชียร์ซื้อ THAI ให้เป้าหมาย 47 บาท โดยยังแนะซื้อต่อเนื่อง
ส่วน บล.เอเซียพลัส แนะ "ถือ" ให้ Fair Value ที่ 39.17 บาท.--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ดัชนีหุ้นวันที่ 30 ก.ย.53 ปิดที่ 975.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.65 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 36,811.12 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 3,345.91 ล้านบาท
หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 297 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, BANPU ปิดที่ 716 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท, SCB ปิดที่ 103.50 บาท ลดลง 0.50 บาท, PTTAR ปิดที่ 27.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ PTTEP ปิดที่ 154 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่มที่โดดเด่นคือกลุ่มแบงก์และพลังงาน เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยดันหุ้นไทย แม้จะมีการเทขายทำกำไรจากรายย่อยออกมากดดัชนีก็ตาม
สำหรับแนวโน้มตลาดระยะสั้น ประเมินว่าจะค่อนข้างผันผวน โดยคาดว่ารายย่อยส่วนใหญ่น่าจะมีโอกาสขายทำกำไร ขณะที่นักลงทุนต่างชาติน่าจะยังเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นพลังงานและแบงก์ต่อ ขณะที่ยังต้องติดตามการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขความเชื่อมั่นประจำเดือนกันยายน และตัวเลขภาคการผลิต
ด้านเทคนิคมองแนวรับไว้ที่ 968 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 977 จุด
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากราคาหุ้นอ่อนตัวลงมา ให้ทยอยเลือกซื้อหุ้นเก็บไว้เพื่อรอขายทำกำไร เนื่องจากตลาดในช่วงนี้ยังคงผันผวน ส่วนหุ้นเด่น แนะนำ PTTEP เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการที่น่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 195 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มระยะสั้น คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงได้ เพราะนักลงทุนอาจขายทำกำไร ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาสนับสนุน
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงในระหว่างวัน โดยเน้นให้เลือกซื้อหุ้นที่ราคาไม่สูงมากนัก หรือหุ้นที่ราคาพักตัว ส่วนหุ้นที่ราคาปรับขึ้นสูง แนะให้ขายทำกำไรออกมา ด้านเทคนิคประเมินแนวรับดัชนีไว้ที่ 963 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 976-980 จุด
ปิดท้าย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ "ซื้อ" หุ้น THAI ให้ราคาพื้นฐานที่ 47.25 บาท มองแนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เช่นเดียวกับ บล.ธนชาต เชียร์ซื้อ THAI ให้เป้าหมาย 47 บาท โดยยังแนะซื้อต่อเนื่อง
ส่วน บล.เอเซียพลัส แนะ "ถือ" ให้ Fair Value ที่ 39.17 บาท.--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
BROOK ทุ่มงบ 10 ลบ. ลงทุนในบริษัท 'เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท'รุกธุรกิจจัดแสดงรูปปั้นและสันทนาการ
บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ปจำกัด (มหาชน)หรือ BROOK แจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน
2550 คณะกรรมการบริษัท ฯ มีมติเห็นชอบลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อว่า
บริษัท เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท จำกัด โดยเป็นการร่วมทุนโดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000
บาทมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ 100 บาทต่อหุ้นระหว่างบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)และบ.
สยามอลายแอนซ์ฯ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นใน บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ เท่ากับ 99,995 หุ้น และ
100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49.99 และร้อยละ 50.00 ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. วัน เดือน ปี ที่เกิดรายการ
30 กันยายน 2553
2. คู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง
ผู้ซื้อ: บริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป
จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99
ผู้ขาย: บริษัท สยามอลายแอนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (“บ. สยามอลายแอนซ์ฯ”) เป็นบริษัทที่ไม่มี
ความสัมพันธ์กับบรุ๊คเคอร์ ภายใต้ข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
3. ลักษณะโดยทั่วไปของรายการ
รายละเอียดความเป็นมา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 คณะกรรมการบริษัท ฯ มีมติเห็นชอบลง
ทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อว่า บริษัท เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท จำกัด บ.เอ็ดดูเท
นเม้นท์ ฯ เป็นการร่วมทุนโดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000 บาทมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ100
บาทต่อหุ้นระหว่างบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบ.สยามอลายแอนซ์ฯ โดยมีสัดส่วน
การถือหุ้นใน บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ เท่ากับ 99,995 หุ้น และ100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ
49.99 และร้อยละ 50.00 ตามลำดับ
ประเภทธุรกิจ: ประกอบกิจการจัดแสดงรูปปั้นนานาชาติ และธุรกิจบันเทิง สันทนาการอื่น ๆ ที่
เกี่ยวข้อง เนื่องจากบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ ไม่สามารถก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานได้หลังจาก
การร่วมทุนกันตั้งแต่ปลายปี 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด
(มหาชน) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จึงมีมติให้ยกเลิกการร่วมลงทุนกับ บ. สยามอลายแอนซ์ฯ
และให้บริษัท บรุ๊คเคอร์คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บรุ๊คเคอร์
กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เข้าซื้อหุ้นกลับคืนจากบ. สยามอลายแอนซ์ฯ โดยได้ดำเนินการดังต้อไปนี้
3.1 ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ จดทะเบียนเพิ่มทุนจำนวน 11,325,200
บาทจากมูลค่า 20,000,000 บาท เป็นมูลค่า 31,325,200 บาท โดยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้เท่ากับ
100
บาทต่อหุ้น
3.2 บ. สยามอลายแอนซ์ฯ จะเข้าถือหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดจำนวน 113,252 หุ้น มูลค่าหุ้นที่
ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,325,200 บาท
3.3 ดังนั้นหลังจากดำเนินการเพิ่มทุนดังกล่าว บ. สยามอลายแอนซ์ฯ จะถือหุ้นใน บ.เอ็ดดูเท
นเม้นท์เท่ากับ 213,252 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68 ขณะที่บรุ๊คเคอร์ ฯ จะลดสัดส่วนการถือ
หุ้นเหลือเพียงร้อยละ 32
3.4 เงินทั้งหมดที่ได้จากการเพิ่มทุนครั้งนี้บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ได้จ่ายชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมด
พร้อมดอกเบี้ยให้แก่บ. สยามอลายแอนซ์ฯ คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,325,200 บาท
3.5 บริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บ. เอ็ดดูเท
นเม้นท์ฯจากบ. สยามอลายแอนซ์ ฯ ทั้งหมดจำนวน 213,252 หุ้น ในราคารวมทั้งสิ้น 600,000
บาท
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ มีมูลค่าตามบัญชีติดลบ เป็นจำนวน
(16,304,868.78) บาท
4. รายละเอียดของสินทรัพย์
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ มีสินทรัพย์รวมเป็นจำนวน 9.97 ล้านบาท
หนี้สินรวมเป็นจำนวน 26.28 ล้านบาท ขาดทุนสะสมเป็นจำนวน 36.30 ล้านบาท
5. มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน
1. บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ไม่สามารถก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานได้หลังจากการร่วมทุนกัน
ในปลายปี 2550 ดังนั้นบริษัท ฯ นี้ยังคงขาดทุนและสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเป็นตัวเลข
ติดลบ ไม่มีมูลค่าทางบัญชีเป็นตัวพิจารณา เป็นราคาที่ตกลงร่วมกัน ในราคารวมทั้งสิ้น 600,000
บาท สินทรัพย์รวมทั้งสิ้นของบรุ๊คเคอร์และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นจำนวนทั้ง
สิ้น 480.09 ล้านบาท ขนาดของรายการดังกล่าว เท่ากับร้อยละ 0.13 ของจำนวนสินทรัพย์รวมทั้ง
สิ้นของบรุ๊คเคอร์ และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553
อนึ่ง ขนาดของรายการดังกล่าว ไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่ต้องดำเนินการตามประกาศตลาดหลัก
ทรัพย์ฯ เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเปิดเผยเกี่ยวกับการได้มา หรือจำหน่ายไป
ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
2. การซื้อหุ้นสามัญจากบ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ โดยบริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด
จะทำให้บรุ๊คเคอร์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แต่เพียงรายเดียว
6. ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุน
ภายหลังจากการเพิ่มทุนเเละชำระหนี้เงินกู้ของบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ เเล้ว บรุ๊คเคอร์จะเข้ามาปรับ
ปรุงบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ให้เป็นบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่เข็มเเข็งขึ้นและมองหาลู่ทางใหม่
ในการทำธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้และผลตอบแทนจากเงินทุนของบริษัทฯ
7. แหล่งที่มาของเงินทุน
เงินทุนของบริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด
2550 คณะกรรมการบริษัท ฯ มีมติเห็นชอบลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อว่า
บริษัท เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท จำกัด โดยเป็นการร่วมทุนโดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000
บาทมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ 100 บาทต่อหุ้นระหว่างบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)และบ.
สยามอลายแอนซ์ฯ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นใน บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ เท่ากับ 99,995 หุ้น และ
100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49.99 และร้อยละ 50.00 ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. วัน เดือน ปี ที่เกิดรายการ
30 กันยายน 2553
2. คู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง
ผู้ซื้อ: บริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป
จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99
ผู้ขาย: บริษัท สยามอลายแอนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (“บ. สยามอลายแอนซ์ฯ”) เป็นบริษัทที่ไม่มี
ความสัมพันธ์กับบรุ๊คเคอร์ ภายใต้ข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
3. ลักษณะโดยทั่วไปของรายการ
รายละเอียดความเป็นมา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 คณะกรรมการบริษัท ฯ มีมติเห็นชอบลง
ทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อว่า บริษัท เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท จำกัด บ.เอ็ดดูเท
นเม้นท์ ฯ เป็นการร่วมทุนโดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000 บาทมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ100
บาทต่อหุ้นระหว่างบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบ.สยามอลายแอนซ์ฯ โดยมีสัดส่วน
การถือหุ้นใน บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ เท่ากับ 99,995 หุ้น และ100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ
49.99 และร้อยละ 50.00 ตามลำดับ
ประเภทธุรกิจ: ประกอบกิจการจัดแสดงรูปปั้นนานาชาติ และธุรกิจบันเทิง สันทนาการอื่น ๆ ที่
เกี่ยวข้อง เนื่องจากบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ ไม่สามารถก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานได้หลังจาก
การร่วมทุนกันตั้งแต่ปลายปี 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด
(มหาชน) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จึงมีมติให้ยกเลิกการร่วมลงทุนกับ บ. สยามอลายแอนซ์ฯ
และให้บริษัท บรุ๊คเคอร์คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บรุ๊คเคอร์
กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เข้าซื้อหุ้นกลับคืนจากบ. สยามอลายแอนซ์ฯ โดยได้ดำเนินการดังต้อไปนี้
3.1 ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ จดทะเบียนเพิ่มทุนจำนวน 11,325,200
บาทจากมูลค่า 20,000,000 บาท เป็นมูลค่า 31,325,200 บาท โดยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้เท่ากับ
100
บาทต่อหุ้น
3.2 บ. สยามอลายแอนซ์ฯ จะเข้าถือหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดจำนวน 113,252 หุ้น มูลค่าหุ้นที่
ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,325,200 บาท
3.3 ดังนั้นหลังจากดำเนินการเพิ่มทุนดังกล่าว บ. สยามอลายแอนซ์ฯ จะถือหุ้นใน บ.เอ็ดดูเท
นเม้นท์เท่ากับ 213,252 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68 ขณะที่บรุ๊คเคอร์ ฯ จะลดสัดส่วนการถือ
หุ้นเหลือเพียงร้อยละ 32
3.4 เงินทั้งหมดที่ได้จากการเพิ่มทุนครั้งนี้บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ได้จ่ายชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมด
พร้อมดอกเบี้ยให้แก่บ. สยามอลายแอนซ์ฯ คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,325,200 บาท
3.5 บริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บ. เอ็ดดูเท
นเม้นท์ฯจากบ. สยามอลายแอนซ์ ฯ ทั้งหมดจำนวน 213,252 หุ้น ในราคารวมทั้งสิ้น 600,000
บาท
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ มีมูลค่าตามบัญชีติดลบ เป็นจำนวน
(16,304,868.78) บาท
4. รายละเอียดของสินทรัพย์
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ มีสินทรัพย์รวมเป็นจำนวน 9.97 ล้านบาท
หนี้สินรวมเป็นจำนวน 26.28 ล้านบาท ขาดทุนสะสมเป็นจำนวน 36.30 ล้านบาท
5. มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน
1. บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ไม่สามารถก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานได้หลังจากการร่วมทุนกัน
ในปลายปี 2550 ดังนั้นบริษัท ฯ นี้ยังคงขาดทุนและสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเป็นตัวเลข
ติดลบ ไม่มีมูลค่าทางบัญชีเป็นตัวพิจารณา เป็นราคาที่ตกลงร่วมกัน ในราคารวมทั้งสิ้น 600,000
บาท สินทรัพย์รวมทั้งสิ้นของบรุ๊คเคอร์และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นจำนวนทั้ง
สิ้น 480.09 ล้านบาท ขนาดของรายการดังกล่าว เท่ากับร้อยละ 0.13 ของจำนวนสินทรัพย์รวมทั้ง
สิ้นของบรุ๊คเคอร์ และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553
อนึ่ง ขนาดของรายการดังกล่าว ไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่ต้องดำเนินการตามประกาศตลาดหลัก
ทรัพย์ฯ เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเปิดเผยเกี่ยวกับการได้มา หรือจำหน่ายไป
ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
2. การซื้อหุ้นสามัญจากบ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ โดยบริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด
จะทำให้บรุ๊คเคอร์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แต่เพียงรายเดียว
6. ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุน
ภายหลังจากการเพิ่มทุนเเละชำระหนี้เงินกู้ของบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ เเล้ว บรุ๊คเคอร์จะเข้ามาปรับ
ปรุงบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ให้เป็นบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่เข็มเเข็งขึ้นและมองหาลู่ทางใหม่
ในการทำธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้และผลตอบแทนจากเงินทุนของบริษัทฯ
7. แหล่งที่มาของเงินทุน
เงินทุนของบริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
โบรกคาดTMB
กรุงเทพฯ--30 ก.ย.--ข่าวหุ้น
กำไร903ล้านบ.สูงสุด7ไตรมาสโบรกฯ คาดกำไรไตรมาส3/53ของแบงก์ TMB อยู่ที่ 903 ล้านบาท เติบโต1.9% สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ด้าน “บุญทักษ์” ปลื้มสินเชื่อฟื้นเป็นบวก ไม่หวั่นรายได้หด แม้ ธปท. บี้ลดค่าฟีเอทีเอ็ม เหตุลูกค้าหันมาใช้บริการแบบเหมาจ่าย500บาท/3ปีแทนนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMBเปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ของตู้ATMนั้น จะไม่กระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมจากตู้ATMของธนาคาร แต่กลับส่งผลให้ลูกค้าหันมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารได้คิดค่าธรรมเนียมATMแบบเหมาจ่าย500บาทต่อ3ปี ซึ่งสามารถใช้บริการได้แบบNo Limitตลอดจนบริการดังกล่าวยังรองรับลูกค้าที่ไม่นิยมมาใช้บริการที่สาขาด้วย“เราประเมินว่าหาก3ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารพาณิชย์ ผู้บริโภค และ ธปท. มีการใช้ธุรกรรมทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเพื่อทดแทนเงินสดก็จะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน! ์ทั้งกับลูกค้า และธนาคาร โดยการคิดค่าธรรมเนียมก็มีโอกาสที่จะปรับลดลง ในขณะที่ธนาคารก็จะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” นายบุญทักษ์ กล่าวนอกจากนี้ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกกับกลุ่มต่างๆ จะสามารถช่วยขยายกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น และลูกค้ามีความต้องการที่แตกต่างกัน โดยในอนาคตจะมีกลุ่มลูกค้าที่เข้าหาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ ธปท. ปรับอัตราค่าธรรมเนียมATMใหม่มองว่าจะไม่ส่งผลให้จำนวนตู้ATMของธนาคารมีเพิ่มขึ้นในขณะที่ธนาคารไม่มีนโยบายที่จะขยายตู้ATM โดยปัจจุบันมีจำนวนตู้อยู่ที่2,000ตู้ทั่วประเทศ ซึ่งเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีกว่า8,000ตู้ โดยธนาคารสามารถที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารอื่น ซึ่งใช้ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากลูกค้าของธนาคาร โดยถือว่าครอบคลุม และคุ้มค่ากว่าการลงทุนที่จะเพิ่มตู้ATMของธนาคารบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า TMBจะมีกำไรสุทธิไตรมาส3/53เท่ากับ903ล้านบาท หรือเติบโต1.9% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ7ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิในไตรมาส3/53ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก1.8% เมื่อ! เทียบจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นไตรมาสแรกในรอบปี2553โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใ น9 เดือนยังติดลบอยู่3.2%จากสิ้นปี2552 และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี2553ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่5% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่มีการเติบโตส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ในขณะที่สินเชื่อSMEพบว่ามีการเติบโตที่ดีเช่นกัน โดยยอดเพิ่มขึ้นสุทธิ1พันล้านบาท หรือคิดเป็น16%ของยอดสินเชื่อสุทธิที่เพิ่มขึ้น 6.3พันล้านบาทในงวดนี้ ซึ่งธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อที่5% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า โดยหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปีก็น่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ส่วนNIMคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่านมา แม้ธนาคารจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125%ในเดือนกรกฎาคม 2553ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อYieldเท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่มีYieldค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อNIMเท่าที่ควรสำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะหดตัวลงราว7.8% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า)ซึ่งธนาคารจะมีการเ! ปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเดบิต ทีเอ็มบี โนลิมิตที่ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจากATMของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในระยะเวลา3ปีที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวน500บาท/บัตรสำหรับระยะเวลา3ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราวเดียวก็เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ3ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างมากในงวดนี้ด้านNPLไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่200ล้านบาทในงวดนี้โดยรวมแล้วคาดว่ากำไรสุทธิใน 9 เดือน ปี 2553จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ2.47พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง82.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ คิดเป็นสัดส่วน83%ของประมาณการกำไรสุทธิปี2553ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี2553หากสถานการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส4/53ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส3/53ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนินงานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารเริ่มทยอยล! ดลงทั้งในส่วนของNPLและทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อ งซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่งผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกในรอบ13ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้เป็นหลัก เพราะธนาคารได้ทำการล้างผลขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี2553--จบ--
กำไร903ล้านบ.สูงสุด7ไตรมาสโบรกฯ คาดกำไรไตรมาส3/53ของแบงก์ TMB อยู่ที่ 903 ล้านบาท เติบโต1.9% สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ด้าน “บุญทักษ์” ปลื้มสินเชื่อฟื้นเป็นบวก ไม่หวั่นรายได้หด แม้ ธปท. บี้ลดค่าฟีเอทีเอ็ม เหตุลูกค้าหันมาใช้บริการแบบเหมาจ่าย500บาท/3ปีแทนนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMBเปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ของตู้ATMนั้น จะไม่กระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมจากตู้ATMของธนาคาร แต่กลับส่งผลให้ลูกค้าหันมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารได้คิดค่าธรรมเนียมATMแบบเหมาจ่าย500บาทต่อ3ปี ซึ่งสามารถใช้บริการได้แบบNo Limitตลอดจนบริการดังกล่าวยังรองรับลูกค้าที่ไม่นิยมมาใช้บริการที่สาขาด้วย“เราประเมินว่าหาก3ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารพาณิชย์ ผู้บริโภค และ ธปท. มีการใช้ธุรกรรมทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเพื่อทดแทนเงินสดก็จะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน! ์ทั้งกับลูกค้า และธนาคาร โดยการคิดค่าธรรมเนียมก็มีโอกาสที่จะปรับลดลง ในขณะที่ธนาคารก็จะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” นายบุญทักษ์ กล่าวนอกจากนี้ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกกับกลุ่มต่างๆ จะสามารถช่วยขยายกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น และลูกค้ามีความต้องการที่แตกต่างกัน โดยในอนาคตจะมีกลุ่มลูกค้าที่เข้าหาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ ธปท. ปรับอัตราค่าธรรมเนียมATMใหม่มองว่าจะไม่ส่งผลให้จำนวนตู้ATMของธนาคารมีเพิ่มขึ้นในขณะที่ธนาคารไม่มีนโยบายที่จะขยายตู้ATM โดยปัจจุบันมีจำนวนตู้อยู่ที่2,000ตู้ทั่วประเทศ ซึ่งเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีกว่า8,000ตู้ โดยธนาคารสามารถที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารอื่น ซึ่งใช้ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากลูกค้าของธนาคาร โดยถือว่าครอบคลุม และคุ้มค่ากว่าการลงทุนที่จะเพิ่มตู้ATMของธนาคารบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า TMBจะมีกำไรสุทธิไตรมาส3/53เท่ากับ903ล้านบาท หรือเติบโต1.9% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ7ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิในไตรมาส3/53ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก1.8% เมื่อ! เทียบจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นไตรมาสแรกในรอบปี2553โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใ น9 เดือนยังติดลบอยู่3.2%จากสิ้นปี2552 และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี2553ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่5% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่มีการเติบโตส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ในขณะที่สินเชื่อSMEพบว่ามีการเติบโตที่ดีเช่นกัน โดยยอดเพิ่มขึ้นสุทธิ1พันล้านบาท หรือคิดเป็น16%ของยอดสินเชื่อสุทธิที่เพิ่มขึ้น 6.3พันล้านบาทในงวดนี้ ซึ่งธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อที่5% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า โดยหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปีก็น่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ส่วนNIMคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่านมา แม้ธนาคารจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125%ในเดือนกรกฎาคม 2553ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อYieldเท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่มีYieldค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อNIMเท่าที่ควรสำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะหดตัวลงราว7.8% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า)ซึ่งธนาคารจะมีการเ! ปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเดบิต ทีเอ็มบี โนลิมิตที่ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจากATMของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในระยะเวลา3ปีที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวน500บาท/บัตรสำหรับระยะเวลา3ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราวเดียวก็เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ3ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างมากในงวดนี้ด้านNPLไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่200ล้านบาทในงวดนี้โดยรวมแล้วคาดว่ากำไรสุทธิใน 9 เดือน ปี 2553จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ2.47พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง82.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ คิดเป็นสัดส่วน83%ของประมาณการกำไรสุทธิปี2553ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี2553หากสถานการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส4/53ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส3/53ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนินงานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารเริ่มทยอยล! ดลงทั้งในส่วนของNPLและทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อ งซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่งผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกในรอบ13ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้เป็นหลัก เพราะธนาคารได้ทำการล้างผลขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี2553--จบ--
ITD ขายหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ให้ EGCO-EDFI จำนวน 15% รวมมูลค่า 110 ล้านเหรียญสหรัฐ
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)หรือ ITD แจ้งว่า บริษัทได้เข้าทำ
สัญญาซื้อขายหุ้น บริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) กับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด
(มหาชน) (EGCO) เพื่อขายหุ้น NTPC จำนวน 450,000 หุ้น และทำสัญญาซื้อขายหุ้น NTPC
กับ EDF International (EDFI) เพื่อขายหุ้น NTPC จำนวน 225,000 หุ้น รวมเป็นจำนวนหุ้น
NTPC ที่ บริษัทฯ ขายทั้งหมด 675,000 หุ้น คิดเป็น ร้อยละ 15 ของหุ้นทั้งหมดใน NTPC เป็น
มูลค่าทั้งสิ้น 110 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 เป็นต้นไป ซึ่งการ
เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวนี้ ได้รับอนุมัติจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่
5/6/2553 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการขายหุ้นของ NTPC ในครั้งนี้ ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยง
กัน และไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายไป ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
ตามประกาศของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:48:44
สัญญาซื้อขายหุ้น บริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) กับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด
(มหาชน) (EGCO) เพื่อขายหุ้น NTPC จำนวน 450,000 หุ้น และทำสัญญาซื้อขายหุ้น NTPC
กับ EDF International (EDFI) เพื่อขายหุ้น NTPC จำนวน 225,000 หุ้น รวมเป็นจำนวนหุ้น
NTPC ที่ บริษัทฯ ขายทั้งหมด 675,000 หุ้น คิดเป็น ร้อยละ 15 ของหุ้นทั้งหมดใน NTPC เป็น
มูลค่าทั้งสิ้น 110 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 เป็นต้นไป ซึ่งการ
เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวนี้ ได้รับอนุมัติจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่
5/6/2553 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการขายหุ้นของ NTPC ในครั้งนี้ ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยง
กัน และไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายไป ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
ตามประกาศของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:48:44
GUNKUL กำหนดช่วงราคาไอพีโอ 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น นักลงทุนยิ้มได้หุ้นพื้นฐานดี
GUNKUL กำหนดช่วงราคาไอพีโอ 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น นักลงทุนยิ้มได้หุ้นพื้นฐานดี
ที่มีอัตราการเติบโตสูงแถมราคามีส่วนลด
บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง หรือ GUNKUL ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO
ระหว่าง 5.10-5.40 บาทต่อหุ้น คาดได้ข้อสรุปราคาที่แน่ชัดในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ภายหลัง
การสำรวจความต้องการซื้อ หรือ Book Building ในวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ด้านผู้บริหารพร้อม
ทิสโก้ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย ประสานเสียงมั่นใจได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่อง
จากเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดีและมีอัตราการเติบโตที่สูง รวมถึงช่วงราคาเสนอขายยังมีส่วนลดให้กับนัก
ลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบัน (Road Show) ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามี
กระแสตอบรับล้นหลาม ดังนั้นจึงมั่ นใจว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้น GUNKUL คึกคักแน่
นายกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
(มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่าบริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็น
ครั้งแรก(ไอพีโอ) จำนวน 100 ล้านหุ้น โดยขณะนี้ได้ทราบช่วงราคาที่จะเสนอขายหุ้นในเบื้องต้น
แล้ว คืออยู่ในช่วงระหว่าง 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น
“คาดว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ GUNKUL ที่นำออกมาจำหน่ายทั้งหมด
100 ล้านหุ้น จะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนจำนวนมาก เพราะผลจากการนำเสนอข้อมูลให้กับ
นักลงทุนสถาบัน หรือ โรดโชว์ร่วมกับทิสโก้ ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม
เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนมองเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทใน
หลายๆด้าน ทั้งในเรื่องของการขยายตัวของธุรกิจปัจจุบันและการเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก
การเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำหรับราคา
หุ้นที่จะเสนอขายนั้น จะต้องรอผลการ Book Building จากนักลงทุนสถาบันในวันที่ 6 ตุลาคม
2553 ก่ อน แต่ขอให้นักลงทุนสบายใจได้ว่าราคาหุ้น GUNKUL ที่จะนำออกมาเสนอขายในครั้ง
นี้เป็นราคาที่เหมาะสม และเราจะมีส่วนลด (Discount) ให้กับนักลงทุนด้วย”นายกัลกุล กล่าวใน
ที่สุด
นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ หัวหน้าธุรกิจวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้
จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง เปิดเผยว่า
การกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ GUNKUL ในเบื้องต้น อยู่ระหว่าง 5.10
ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ
บริษัท ควบคู่กับโอกาสของอัตราการเติบโตที่สูงโดย เฉพาะในเรื่องของรายได้ที่จะเกิดขึ้นธุรกิจ
พลังงานทดแทน นอกจากนี้ผลการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบัน หรือ Road Show ได้
รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ทิสโก้ ในฐานะแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น GUNKUL จึงมีความมั่น
ใจว่าเมื่อหุ้น GUNKUL เปิดให้จองซื้อจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน และคาดว่า
ด้วยระดับราคาดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้สำหรับราคา
เสนอขายที่แน่นอนจะกำหนดในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 นี้ ภายหลังจากที่ทำการ Book Building
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2553 และคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อหุ้น GUNKUL ในระหว่างวันที่ 11 ถึง 13
ตุลาคม 2553 นี้
นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ใน
ฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่าการกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ
GUNKUL ดังกล่าว ถือว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม ด้วยอัตราการเติบโตของบริษัท เมื่อผนวก
เข้ากับบรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันที่คึกคัก ทำให้มีความมั่นใจเช่นกันว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อใน
ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ GUNKUL จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่าง
แน่นอน
เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:11:13
ที่มีอัตราการเติบโตสูงแถมราคามีส่วนลด
บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง หรือ GUNKUL ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO
ระหว่าง 5.10-5.40 บาทต่อหุ้น คาดได้ข้อสรุปราคาที่แน่ชัดในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ภายหลัง
การสำรวจความต้องการซื้อ หรือ Book Building ในวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ด้านผู้บริหารพร้อม
ทิสโก้ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย ประสานเสียงมั่นใจได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่อง
จากเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดีและมีอัตราการเติบโตที่สูง รวมถึงช่วงราคาเสนอขายยังมีส่วนลดให้กับนัก
ลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบัน (Road Show) ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามี
กระแสตอบรับล้นหลาม ดังนั้นจึงมั่ นใจว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้น GUNKUL คึกคักแน่
นายกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
(มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่าบริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็น
ครั้งแรก(ไอพีโอ) จำนวน 100 ล้านหุ้น โดยขณะนี้ได้ทราบช่วงราคาที่จะเสนอขายหุ้นในเบื้องต้น
แล้ว คืออยู่ในช่วงระหว่าง 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น
“คาดว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ GUNKUL ที่นำออกมาจำหน่ายทั้งหมด
100 ล้านหุ้น จะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนจำนวนมาก เพราะผลจากการนำเสนอข้อมูลให้กับ
นักลงทุนสถาบัน หรือ โรดโชว์ร่วมกับทิสโก้ ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม
เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนมองเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทใน
หลายๆด้าน ทั้งในเรื่องของการขยายตัวของธุรกิจปัจจุบันและการเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก
การเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำหรับราคา
หุ้นที่จะเสนอขายนั้น จะต้องรอผลการ Book Building จากนักลงทุนสถาบันในวันที่ 6 ตุลาคม
2553 ก่ อน แต่ขอให้นักลงทุนสบายใจได้ว่าราคาหุ้น GUNKUL ที่จะนำออกมาเสนอขายในครั้ง
นี้เป็นราคาที่เหมาะสม และเราจะมีส่วนลด (Discount) ให้กับนักลงทุนด้วย”นายกัลกุล กล่าวใน
ที่สุด
นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ หัวหน้าธุรกิจวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้
จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง เปิดเผยว่า
การกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ GUNKUL ในเบื้องต้น อยู่ระหว่าง 5.10
ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ
บริษัท ควบคู่กับโอกาสของอัตราการเติบโตที่สูงโดย เฉพาะในเรื่องของรายได้ที่จะเกิดขึ้นธุรกิจ
พลังงานทดแทน นอกจากนี้ผลการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบัน หรือ Road Show ได้
รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ทิสโก้ ในฐานะแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น GUNKUL จึงมีความมั่น
ใจว่าเมื่อหุ้น GUNKUL เปิดให้จองซื้อจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน และคาดว่า
ด้วยระดับราคาดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้สำหรับราคา
เสนอขายที่แน่นอนจะกำหนดในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 นี้ ภายหลังจากที่ทำการ Book Building
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2553 และคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อหุ้น GUNKUL ในระหว่างวันที่ 11 ถึง 13
ตุลาคม 2553 นี้
นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ใน
ฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่าการกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ
GUNKUL ดังกล่าว ถือว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม ด้วยอัตราการเติบโตของบริษัท เมื่อผนวก
เข้ากับบรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันที่คึกคัก ทำให้มีความมั่นใจเช่นกันว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อใน
ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ GUNKUL จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่าง
แน่นอน
เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 8:11:13
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)