วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

TUFใจดีจ่ายปันผล0.26บ. โบรกปรับเพิ่มเป้า72บาท

ทันหุ้น - TUF ใจดีควักกระเป๋าจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.26 บาท โบรกฉายภาพ 5 ปีสดใสเต็มใจปรับเพิ่มกำไรและราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 72 บาท แนะ "ซื้อ" รอเก็บกำไรจากการลงทุนเข้ากระเป๋าอื้อ
บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) TUF เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 มีมติให้จัดสรรกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานสำหรับงวด 3 เดือนคือ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-30 กันยายน 2553 เป็นเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.26 บาทโดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน
สำหรับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดพิเศษนี้ เนื่องจากบัตรส่งเสริมการลงทุน1 ฉบับที่จะหมดอายุลงในวันที่ 21 ตุลาคม2553 ในการจ่ายตามงวดปกติ (1 ก.ค.-31 ธ.ค.53) จะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากบัตรส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวและเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์จากบัตรส่งเสริมการลงทุนที่จะหมดไป คณะกรรมการบริษัทจึงขออนุมัติจากที่ประชุม สำหรับการจ่ายปันผลงวดพิเศษนี้
ทั้งนี้บริษัทได้กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผลในวันที่ 14 ตุลาคม 2553 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 ตุลาคม 2553
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด แนะนำ "ซื้อ" หุ้นTUF ราคาเป้าหมาย 72.00 บาท โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2554-55 อีก28-33% และปรับมูลค่าพื้นฐานปี 2554 ขึ้น43% เป็น 72 บาท สะท้อนมูลค่าเพิ่มหลังเข้าซื้อกิจการ MWB คาด MWB จะทำกำไร22-27% ของกำไรสุทธิรวมในช่วงปี 2554-56 และส่งผลให้กำไรปี 2554-56 เติบโตเฉลี่ยปีละ 21%
นอกจากนี้ยังสะท้อนศักยภาพในการเติบโตช่วง 5 ปีข้างหน้าจากความเป็นผู้นำตลาดที่ได้เปรียบด้านต้นทุนและมีกลยุทธ์การขยายตลาดและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การรวมกิจการMWB เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสทำตลาดในยุโรป และทำตลาดสินค้า Premium ในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงโอกาสเกิด Synergy ที่ช่วยให้ต้นทุนลดและเพิ่มอำนาจในการต่อรองในการสั่งซื้อวัตถุดิบจากผู้จำหน่าย และอำนาจในการกำหนดราคาขาย
อย่างไรก็ดีราคาเป้าหมายที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 72 บาท นอกจากสะท้อนกำไรต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นหลังรวมงบการเงินเข้ากับ MWB แล้วยังเปลี่ยนมาใช้ P/E เป้าหมายระดับ 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่เคยซื้อขายในอดีต (เพิ่มจากระดับ 10 เท่าในรายงานครั้งก่อน) เพื่อสะท้อนความสามารถในการเติบโตและการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่ลดลงหลังการเข้าซื้อกิจการ MWB--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์ทันหุ้น

สยามแก๊สทุ่ม3พันล้าน เทค'บีพีซูไห่แอลพีจี'

"สยามแก๊ส"ทุ่ม3พันลบ.ซื้อหุ้นบีพี ซูไห่ แอลพีจี ธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลวครบวงจรของจีน หวังเพิ่มศักยภาพ ขยายขอบเขตค้าก๊าซแอลพีจีต่างประเทศ
นางจินตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (30 ก.ย.) ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด (Siamgas HK limited (SGHK)) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100% เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัทบีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด (BP Zhuhai Lpg limited. (BPZH)) ในสัดส่วน 100% โดยเป็นการซื้อจาก Shine Top International Investment limited ในสัดส่วน 49% และจาก BP Global Investments limited ในสัดส่วน 51%
บีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด ตั้งอยู่ในประเทศจีน และทำธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลวครบวงจร ประกอบด้วยคลังสินค้า และท่าเรือที่ใช้รับแก๊สในการนำเข้า และท่าเรือที่สาม! ารถให้บริการผ่านท่ารวมถึงการกระจายสินค้าด้วยเรือ รถบรรทุกก๊าซ และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวเพื่อบรรจุลงถังบรรจุก๊าซ
ทั้งนี้ มูลค่ารวมของทรัพย์สินที่จะซื้อ มีมูลค่า 101 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.09 พันล้านบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ต่อ 30.611 บาท
สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้ครั้งนี้ บริษัทจะเพิ่มทุนในบริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด จำนวน 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.09 พันล้านบาท เพื่อให้บริษัทสยามแก๊ส เอชเค ลิมิเต็ด นำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นบีพี ซูไห่ แอลพีจี ลิมิเต็ด ทั้งนี้แหล่งเงินทุนจำนวน 3.09 พันล้านบาท จะมาจากเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน การเข้าลงทุนดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของบริษัท ในการขยายขอบเขตการทำธุรกิจค้าก๊าซแอลพีจีในต่างประเทศ และเป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ของบริษัท
บริษัทสยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ รายงานผลประกอบการงวดไตรมาสที่ 2 ปี 2553 มีกำไรสุทธิ 253 ล้านบาท หรือ 0.28 บาทต่อหุ้น ลดลงเมื่อเท! ียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 279 ล้านบาท หรือ 0.29 บาทต่ อหุ้น ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 581 ล้านบาท หรือ 0.63 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 544 ล้านบาท หรือ 0.57 บาทต่อหุ้น



ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

คอลัมน์: เงาหุ้น: หุ้นบินไทย!!!

อินเด็กซ์ 51

ดัชนีหุ้นวันที่ 30 ก.ย.53 ปิดที่ 975.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.65 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 36,811.12 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 3,345.91 ล้านบาท
หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 297 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, BANPU ปิดที่ 716 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท, SCB ปิดที่ 103.50 บาท ลดลง 0.50 บาท, PTTAR ปิดที่ 27.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ PTTEP ปิดที่ 154 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่มที่โดดเด่นคือกลุ่มแบงก์และพลังงาน เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยดันหุ้นไทย แม้จะมีการเทขายทำกำไรจากรายย่อยออกมากดดัชนีก็ตาม
สำหรับแนวโน้มตลาดระยะสั้น ประเมินว่าจะค่อนข้างผันผวน โดยคาดว่ารายย่อยส่วนใหญ่น่าจะมีโอกาสขายทำกำไร ขณะที่นักลงทุนต่างชาติน่าจะยังเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นพลังงานและแบงก์ต่อ ขณะที่ยังต้องติดตามการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขความเชื่อมั่นประจำเดือนกันยายน และตัวเลขภาคการผลิต
ด้านเทคนิคมองแนวรับไว้ที่ 968 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 977 จุด
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้ขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากราคาหุ้นอ่อนตัวลงมา ให้ทยอยเลือกซื้อหุ้นเก็บไว้เพื่อรอขายทำกำไร เนื่องจากตลาดในช่วงนี้ยังคงผันผวน ส่วนหุ้นเด่น แนะนำ PTTEP เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการที่น่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 195 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มระยะสั้น คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงได้ เพราะนักลงทุนอาจขายทำกำไร ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาสนับสนุน
แนะกลยุทธ์การลงทุน ให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงในระหว่างวัน โดยเน้นให้เลือกซื้อหุ้นที่ราคาไม่สูงมากนัก หรือหุ้นที่ราคาพักตัว ส่วนหุ้นที่ราคาปรับขึ้นสูง แนะให้ขายทำกำไรออกมา ด้านเทคนิคประเมินแนวรับดัชนีไว้ที่ 963 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 976-980 จุด
ปิดท้าย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ "ซื้อ" หุ้น THAI ให้ราคาพื้นฐานที่ 47.25 บาท มองแนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส เช่นเดียวกับ บล.ธนชาต เชียร์ซื้อ THAI ให้เป้าหมาย 47 บาท โดยยังแนะซื้อต่อเนื่อง
ส่วน บล.เอเซียพลัส แนะ "ถือ" ให้ Fair Value ที่ 39.17 บาท.--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

BROOK ทุ่มงบ 10 ลบ. ลงทุนในบริษัท 'เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท'รุกธุรกิจจัดแสดงรูปปั้นและสันทนาการ

               บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ปจำกัด (มหาชน)หรือ BROOK แจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน
2550 คณะกรรมการบริษัท ฯ มีมติเห็นชอบลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อว่า
บริษัท เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท จำกัด โดยเป็นการร่วมทุนโดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000
บาทมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ 100 บาทต่อหุ้นระหว่างบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)และบ.
สยามอลายแอนซ์ฯ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นใน บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ เท่ากับ 99,995 หุ้น และ
100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49.99 และร้อยละ 50.00 ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. วัน เดือน ปี ที่เกิดรายการ
30 กันยายน 2553

2. คู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง

ผู้ซื้อ: บริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป
จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99
ผู้ขาย: บริษัท สยามอลายแอนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (“บ. สยามอลายแอนซ์ฯ”) เป็นบริษัทที่ไม่มี
ความสัมพันธ์กับบรุ๊คเคอร์ ภายใต้ข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3. ลักษณะโดยทั่วไปของรายการ

รายละเอียดความเป็นมา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 คณะกรรมการบริษัท ฯ มีมติเห็นชอบลง
ทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อว่า บริษัท เอ็ดดูเทนเม้นท์ แพลนเน็ท จำกัด บ.เอ็ดดูเท
นเม้นท์ ฯ เป็นการร่วมทุนโดยมีทุนจดทะเบียน 20,000,000 บาทมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ100
บาทต่อหุ้นระหว่างบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบ.สยามอลายแอนซ์ฯ โดยมีสัดส่วน
การถือหุ้นใน บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ เท่ากับ 99,995 หุ้น และ100,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ
49.99 และร้อยละ 50.00 ตามลำดับ

ประเภทธุรกิจ: ประกอบกิจการจัดแสดงรูปปั้นนานาชาติ และธุรกิจบันเทิง สันทนาการอื่น ๆ ที่
เกี่ยวข้อง เนื่องจากบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ ไม่สามารถก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานได้หลังจาก
การร่วมทุนกันตั้งแต่ปลายปี 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด
(มหาชน) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จึงมีมติให้ยกเลิกการร่วมลงทุนกับ บ. สยามอลายแอนซ์ฯ
และให้บริษัท บรุ๊คเคอร์คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บรุ๊คเคอร์
กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เข้าซื้อหุ้นกลับคืนจากบ. สยามอลายแอนซ์ฯ โดยได้ดำเนินการดังต้อไปนี้

3.1 ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ จดทะเบียนเพิ่มทุนจำนวน 11,325,200
บาทจากมูลค่า 20,000,000 บาท เป็นมูลค่า 31,325,200 บาท โดยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้เท่ากับ
100
บาทต่อหุ้น

3.2 บ. สยามอลายแอนซ์ฯ จะเข้าถือหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดจำนวน 113,252 หุ้น มูลค่าหุ้นที่
ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,325,200 บาท

3.3 ดังนั้นหลังจากดำเนินการเพิ่มทุนดังกล่าว บ. สยามอลายแอนซ์ฯ จะถือหุ้นใน บ.เอ็ดดูเท
นเม้นท์เท่ากับ 213,252 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68 ขณะที่บรุ๊คเคอร์ ฯ จะลดสัดส่วนการถือ
หุ้นเหลือเพียงร้อยละ 32

3.4 เงินทั้งหมดที่ได้จากการเพิ่มทุนครั้งนี้บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ได้จ่ายชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมด
พร้อมดอกเบี้ยให้แก่บ. สยามอลายแอนซ์ฯ คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,325,200 บาท

3.5 บริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บ. เอ็ดดูเท
นเม้นท์ฯจากบ. สยามอลายแอนซ์ ฯ ทั้งหมดจำนวน 213,252 หุ้น ในราคารวมทั้งสิ้น 600,000
บาท
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 บ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ฯ มีมูลค่าตามบัญชีติดลบ เป็นจำนวน
(16,304,868.78) บาท

4. รายละเอียดของสินทรัพย์

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ มีสินทรัพย์รวมเป็นจำนวน 9.97 ล้านบาท
หนี้สินรวมเป็นจำนวน 26.28 ล้านบาท ขาดทุนสะสมเป็นจำนวน 36.30 ล้านบาท

5. มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน

1. บ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ไม่สามารถก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานได้หลังจากการร่วมทุนกัน
ในปลายปี 2550 ดังนั้นบริษัท ฯ นี้ยังคงขาดทุนและสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเป็นตัวเลข
ติดลบ ไม่มีมูลค่าทางบัญชีเป็นตัวพิจารณา เป็นราคาที่ตกลงร่วมกัน ในราคารวมทั้งสิ้น 600,000
บาท สินทรัพย์รวมทั้งสิ้นของบรุ๊คเคอร์และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นจำนวนทั้ง
สิ้น 480.09 ล้านบาท ขนาดของรายการดังกล่าว เท่ากับร้อยละ 0.13 ของจำนวนสินทรัพย์รวมทั้ง
สิ้นของบรุ๊คเคอร์ และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553

อนึ่ง ขนาดของรายการดังกล่าว ไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่ต้องดำเนินการตามประกาศตลาดหลัก
ทรัพย์ฯ เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเปิดเผยเกี่ยวกับการได้มา หรือจำหน่ายไป
ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน

2. การซื้อหุ้นสามัญจากบ. เอ็ดดูเทนเม้นท์ โดยบริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด
จะทำให้บรุ๊คเคอร์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แต่เพียงรายเดียว

6. ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุน

ภายหลังจากการเพิ่มทุนเเละชำระหนี้เงินกู้ของบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ เเล้ว บรุ๊คเคอร์จะเข้ามาปรับ
ปรุงบ.เอ็ดดูเทนเม้นท์ ฯ ให้เป็นบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่เข็มเเข็งขึ้นและมองหาลู่ทางใหม่
ในการทำธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้และผลตอบแทนจากเงินทุนของบริษัทฯ

7. แหล่งที่มาของเงินทุน
เงินทุนของบริษัท บรุ๊คเคอร์ คอร์ปอเรท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด                                                      

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

โบรกคาดTMB

          กรุงเทพฯ--30 ก.ย.--ข่าวหุ้น

          กำไร903ล้านบ.สูงสุด7ไตรมาสโบรกฯ คาดกำไรไตรมาส3/53ของแบงก์ TMB อยู่ที่ 903 ล้านบาท เติบโต1.9% สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ด้าน   “บุญทักษ์” ปลื้มสินเชื่อฟื้นเป็นบวก ไม่หวั่นรายได้หด แม้ ธปท. บี้ลดค่าฟีเอทีเอ็ม เหตุลูกค้าหันมาใช้บริการแบบเหมาจ่าย500บาท/3ปีแทนนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMBเปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ของตู้ATMนั้น จะไม่กระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมจากตู้ATMของธนาคาร แต่กลับส่งผลให้ลูกค้าหันมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารได้คิดค่าธรรมเนียมATMแบบเหมาจ่าย500บาทต่อ3ปี ซึ่งสามารถใช้บริการได้แบบNo Limitตลอดจนบริการดังกล่าวยังรองรับลูกค้าที่ไม่นิยมมาใช้บริการที่สาขาด้วย“เราประเมินว่าหาก3ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารพาณิชย์ ผู้บริโภค และ ธปท. มีการใช้ธุรกรรมทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเพื่อทดแทนเงินสดก็จะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน! ์ทั้งกับลูกค้า และธนาคาร โดยการคิดค่าธรรมเนียมก็มีโอกาสที่จะปรับลดลง ในขณะที่ธนาคารก็จะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” นายบุญทักษ์ กล่าวนอกจากนี้ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกกับกลุ่มต่างๆ จะสามารถช่วยขยายกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น และลูกค้ามีความต้องการที่แตกต่างกัน โดยในอนาคตจะมีกลุ่มลูกค้าที่เข้าหาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ ธปท. ปรับอัตราค่าธรรมเนียมATMใหม่มองว่าจะไม่ส่งผลให้จำนวนตู้ATMของธนาคารมีเพิ่มขึ้นในขณะที่ธนาคารไม่มีนโยบายที่จะขยายตู้ATM โดยปัจจุบันมีจำนวนตู้อยู่ที่2,000ตู้ทั่วประเทศ ซึ่งเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีกว่า8,000ตู้ โดยธนาคารสามารถที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารอื่น ซึ่งใช้ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากลูกค้าของธนาคาร โดยถือว่าครอบคลุม และคุ้มค่ากว่าการลงทุนที่จะเพิ่มตู้ATMของธนาคารบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า TMBจะมีกำไรสุทธิไตรมาส3/53เท่ากับ903ล้านบาท หรือเติบโต1.9% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดในรอบ7ไตรมาสที่ผ่านมา แม้สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจหลักที่เห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิในไตรมาส3/53ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก1.8% เมื่อ! เทียบจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นไตรมาสแรกในรอบปี2553โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิใ น9 เดือนยังติดลบอยู่3.2%จากสิ้นปี2552 และยังต่ำกว่าเป้าทั้งปี2553ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่5% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่มีการเติบโตส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ในขณะที่สินเชื่อSMEพบว่ามีการเติบโตที่ดีเช่นกัน โดยยอดเพิ่มขึ้นสุทธิ1พันล้านบาท หรือคิดเป็น16%ของยอดสินเชื่อสุทธิที่เพิ่มขึ้น 6.3พันล้านบาทในงวดนี้ ซึ่งธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อที่5% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า โดยหากสินเชื่อรายใหญ่ไม่ได้มียอดชำระคืนระดับสูงในช่วงที่เหลือของปีก็น่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ส่วนNIMคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากงวดที่ผ่านมา แม้ธนาคารจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125%ในเดือนกรกฎาคม 2553ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อYieldเท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐที่มีYieldค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังคงทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้ส่งผลบวกต่อNIMเท่าที่ควรสำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะหดตัวลงราว7.8% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า)ซึ่งธนาคารจะมีการเ! ปลี่ยนวิธีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบัตรเดบิต ทีเอ็มบี โนลิมิตที่ได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า เนื่องจากสามารถใช้ถอนเงินจากATMของธนาคารอื่นได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในระยะเวลา3ปีที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวน500บาท/บัตรสำหรับระยะเวลา3ปี จากเดิมที่บันทึกทั้งจำนวนในคราวเดียวก็เป็นการทยอยรับรู้รายได้ในระยะ3ปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างมากในงวดนี้ด้านNPLไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติที่200ล้านบาทในงวดนี้โดยรวมแล้วคาดว่ากำไรสุทธิใน 9 เดือน ปี 2553จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ2.47พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง82.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ คิดเป็นสัดส่วน83%ของประมาณการกำไรสุทธิปี2553ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ฝ่ายวิจัยอาจมีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี2553หากสถานการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส4/53ยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือทรงตัวสูงได้ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส3/53ซึ่งจากการประเมินของฝ่ายวิจัยพบว่าแนวโน้มความผันผวนของผลการดำเนินงานจากประเด็นเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารเริ่มทยอยล! ดลงทั้งในส่วนของNPLและทรัพย์สินรอการขายที่ยังเดินหน้าลดลงอย่างต่อเนื่อ งซึ่งหากเป็นไปได้ตามคาดจะยิ่งส่งผลบวกต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของธนาคารที่จะสามารถดำเนินการได้เป็นครั้งแรกในรอบ13ปี โดยจะอ้างอิงกับผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้เป็นหลัก เพราะธนาคารได้ทำการล้างผลขาดทุนสะสมไปทั้งจำนวนแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปี2553--จบ--

ITD ขายหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ให้ EGCO-EDFI จำนวน 15% รวมมูลค่า 110 ล้านเหรียญสหรัฐ

 บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)หรือ ITD แจ้งว่า บริษัทได้เข้าทำ
สัญญาซื้อขายหุ้น บริษัท น้ำเทิน 2 เพาเวอร์ จำกัด (NTPC) กับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด
(มหาชน) (EGCO) เพื่อขายหุ้น NTPC จำนวน 450,000 หุ้น และทำสัญญาซื้อขายหุ้น NTPC
กับ EDF International (EDFI) เพื่อขายหุ้น NTPC จำนวน 225,000 หุ้น รวมเป็นจำนวนหุ้น
NTPC ที่ บริษัทฯ ขายทั้งหมด 675,000 หุ้น คิดเป็น ร้อยละ 15 ของหุ้นทั้งหมดใน NTPC เป็น
มูลค่าทั้งสิ้น 110 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 เป็นต้นไป ซึ่งการ
เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวนี้ ได้รับอนุมัติจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่
5/6/2553 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
 ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการขายหุ้นของ NTPC ในครั้งนี้ ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยง
กัน และไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายไป ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
ตามประกาศของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

   
   

เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ    โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   30/09/10   เวลา   8:48:44

GUNKUL กำหนดช่วงราคาไอพีโอ 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น นักลงทุนยิ้มได้หุ้นพื้นฐานดี

 GUNKUL กำหนดช่วงราคาไอพีโอ 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น นักลงทุนยิ้มได้หุ้นพื้นฐานดี
ที่มีอัตราการเติบโตสูงแถมราคามีส่วนลด
                บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง หรือ GUNKUL ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO
ระหว่าง 5.10-5.40 บาทต่อหุ้น คาดได้ข้อสรุปราคาที่แน่ชัดในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ภายหลัง
การสำรวจความต้องการซื้อ หรือ Book Building  ในวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ด้านผู้บริหารพร้อม
ทิสโก้ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย ประสานเสียงมั่นใจได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่อง
จากเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดีและมีอัตราการเติบโตที่สูง รวมถึงช่วงราคาเสนอขายยังมีส่วนลดให้กับนัก
ลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบัน (Road Show) ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามี
กระแสตอบรับล้นหลาม ดังนั้นจึงมั่ นใจว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้น GUNKUL คึกคักแน่
                นายกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
(มหาชน) หรือ GUNKUL  เปิดเผยว่าบริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็น
ครั้งแรก(ไอพีโอ) จำนวน  100  ล้านหุ้น โดยขณะนี้ได้ทราบช่วงราคาที่จะเสนอขายหุ้นในเบื้องต้น
แล้ว คืออยู่ในช่วงระหว่าง 5.10 ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น
                “คาดว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ GUNKUL ที่นำออกมาจำหน่ายทั้งหมด
100 ล้านหุ้น จะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนจำนวนมาก เพราะผลจากการนำเสนอข้อมูลให้กับ
นักลงทุนสถาบัน หรือ โรดโชว์ร่วมกับทิสโก้ ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม
เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนมองเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทใน
หลายๆด้าน ทั้งในเรื่องของการขยายตัวของธุรกิจปัจจุบันและการเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก
การเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  สำหรับราคา
หุ้นที่จะเสนอขายนั้น จะต้องรอผลการ Book Building จากนักลงทุนสถาบันในวันที่ 6 ตุลาคม
2553 ก่ อน แต่ขอให้นักลงทุนสบายใจได้ว่าราคาหุ้น GUNKUL ที่จะนำออกมาเสนอขายในครั้ง
นี้เป็นราคาที่เหมาะสม และเราจะมีส่วนลด (Discount) ให้กับนักลงทุนด้วย”นายกัลกุล กล่าวใน
ที่สุด
                    นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์  หัวหน้าธุรกิจวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ 
จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง  เปิดเผยว่า
การกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ GUNKUL ในเบื้องต้น อยู่ระหว่าง 5.10
ถึง 5.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ
บริษัท ควบคู่กับโอกาสของอัตราการเติบโตที่สูงโดย เฉพาะในเรื่องของรายได้ที่จะเกิดขึ้นธุรกิจ
พลังงานทดแทน นอกจากนี้ผลการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบัน หรือ Road Show ได้
รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ทิสโก้ ในฐานะแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น GUNKUL จึงมีความมั่น
ใจว่าเมื่อหุ้น GUNKUL เปิดให้จองซื้อจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน และคาดว่า
ด้วยระดับราคาดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้สำหรับราคา
เสนอขายที่แน่นอนจะกำหนดในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 นี้ ภายหลังจากที่ทำการ Book Building
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2553 และคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อหุ้น GUNKUL ในระหว่างวันที่ 11 ถึง 13
ตุลาคม 2553 นี้
                      นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ใน
ฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่าการกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ
GUNKUL ดังกล่าว ถือว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม ด้วยอัตราการเติบโตของบริษัท เมื่อผนวก
เข้ากับบรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันที่คึกคัก ทำให้มีความมั่นใจเช่นกันว่าเมื่อเปิดให้จองซื้อใน
ช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ GUNKUL จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่าง
แน่นอน
   
   

เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ    โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   30/09/10   เวลา   8:11:13

CONSENSUS: โบรกฯเห็นพ้อง"ซื้อ"PTTAR เก็งงบ Q3/53 พลิกเป็นกำไร,ราคาหุ้นยัง laggard

Source - IQ Biz (Th)

Wednesday, September 29, 2010  14:55
26504 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK PTTAR CONS ENERG RESOURC V%WIREL P%IQ

          อินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 53)--โบรกเกอร์เห็นพ้อง"ซื้อ"หุ้น บมจ.ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น(PTTAR)มองผลงานผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในครึ่งหลังปีนี้ โดยงวดไตรมาส 3/53 อาจได้เห็นการพลิกกลับมาเป็นกำไรราว 1,100-1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากค่าการกลั่นปรับตัวดีขึ้น ไม่น่าที่จะมี stock loss อีกเหมือนไตรมาส 2/53 ที่ทำให้ผลดำเนินงานต้องขาดทุนถึง 516 ล้านบาท
          นอกจากนี้ ขณะนี้สเปรดอะโรเมติกส์เริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ภาพโดยรวมของไตรมาส 3/53 สเปรดอะโรเมติกส์คงจะทรงตัวจากไตรมาส 2/53 อย่างไรก็ดี เบื้องต้น PTTAR อาจมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากเงินบาทแข็งค่า
          อีกทั้ง ราคาหุ้นยังคง laggard หุ้นในกลุ่มพลังงานอยู่มาก โดยปรับขึ้นเพียง 5% ในขณะที่กลุ่มพลังงานปรับขึ้น 14% ในปีนี้
          พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิของ PTTAR ในปี 53 ในช่วง 5,280-7,890 ล้านบาท จากปี 52 ที่มีกำไรสุทธิ 9,162 ล้านบาท และปีหน้าคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ในช่วง 7,490-10,196 ล้านบาท
          ทั้งนี้ หุ้น PTTAR ปิดเทรดช่วงเช้าที่ 27.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท(+3.81%)มูลค่าซื้อขาย 1,556.77 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 26.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 27.50 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 26.25 บาท

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
          โบรกเกอร์          คำแนะนำ      ราคาเป้าหมาย(บาท/หุ้น)
          บล.เอเชียพลัส         ซื้อ            34.00
          บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ซื้อ            31.50
          บล.ยูไนเต็ด           ซื้อ            31.00
          บล.เกียรตินาคิน        ซื้อ            30.00
          บล.ทิสโก้             ซื้อ            30.00         
          บล.พัฒนสิน            ซื้อ            29.75
          บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย)  ซื้อ            27.50
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

          น.ส.นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเชีย พลัส แนะนำ"ซื้อ"หุ้น PTTAR ให้ราคาเป้าหมายสำหรับปี 54 ไว้ที่ 34 บาท/หุ้น มองว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในครึ่งหลังปีนี้ โดยงวดไตรมาส 3/53 อาจจะได้เห็นการพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ จากค่าการกลั่นที่ดีขึ้น และสเปรดอะโรเมติกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาด้วย อีกทั้งในไตรมาส 3/53 ไม่น่าที่จะมี stock loss อีกแล้ว
          พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิของ PTTAR ในปีนี้ 53 ไว้ที่ 5,581 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.86 บาท และคาดว่าปีหน้าจะมีกำไรสุทธิ 7,490 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.53 บาท       
          นายเบญจพล สุทธิ์วนิช รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน ให้เหตุผลแนะ"ซื้อ"หุ้น PTTAR คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/53 จะพลิกฟื้นขึ้นเป็นผลกำไร โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1,100-1,200 ล้านบาท เบื้องต้นคงจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศประมาณ 800 ล้านบาท รับผลดีจากเงินบาทแข็งค่า
          การพลิกฟื้นของผลดำเนินงาน PTTAR ในไตรมาส 3/53 เป็นผลจากมองว่าจะไม่มี stock loss อีกเหมือนอย่างไตรมาส 2/53 ที่มี stock loss มากจนทำให้ต้องขาดทุนถึง 516 ล้านบาท อีกทั้งในไตรมาส 3/53 ยังรับผลดีจากค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวขึ้น และสเปรดอะโรเมติกส์โดยรวมก็คงจะทรงตัวจากไตรมาส 2/53 แม้ว่าจะเห็นการฟื้นตัวของเสปรดอะโรติกส์ในช่วงส.ค.-ก.ย.อย่างชัดเจนก็ตาม
          พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 ไว้ที่ 5,280 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 9,162 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลจากปีที่แล้ว PTTAR มี stock gain จำนวนมาก ขณะที่ไตรมาส 2/53 มีการบันทึก stock loss มาก ส่วนกำไรสุทธิในปี 54 คาดไว้ที่ 8,219 ล้านบาท
          ขณะที่ น.ส.มุกดา ห่มม่วง ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูไนเต็ด แนะนำ"ซื้อ"หุ้น PTTAR คาดว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปีนี้(H2/53)มีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/53 จากไตรมาส 2/53 ที่มีผลขาดทุน เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ inventory loss ในไตรมาส 2/53 มีโอกาสที่จะ reverse กลับได้ และจะเห็นได้ว่าไตรมาส 3/53 ค่าการกลั่นได้ปรับตัวดีขึ้น ส่วนของสเปรดอะโรเมติกส์อ่อนลงจากไตรมาส 2/53 เล็กน้อย
          พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ 53 ไว้ที่ 7,890 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 9,161 ล้านบาท เนื่องจากผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก(H1/53)ทำได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ ส่วนปี 54 คาดว่ากำไรสุทธิน่าจะมี 10,196 ล้านบาท
          ด้าน บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะ"ซื้อ"หุ้น PTTAR โดยเห็นว่าราคาหุ้นยังไม่สะท้อนราคาพาราไซลีนที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจนทำให้ spread margin ของพาราไซลีนพุ่งกลับมาอยู่ที่ 388 เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน นอกจากนั้นราคาหุ้นยัง laggard ในกลุ่มพลังงานอยู่มาก โดยปรับขึ้นเพียง 5% ในขณะที่กลุ่มปรับขึ้น 14% ในปีนี้ เป็นผลมาจากการที่ผลประกอบการไตรมาส 2/53 ออกมาขาดทุน แต่เชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสนั้นไปแล้ว
          ทั้งนี้ ประเมินในเบื้องต้นว่าผลการดำเนินงานปกติไตรมาส 3/53 จะฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีผลขาดทุน 516 ล้านบาท หรือ 0.17 บาท/หุ้น จากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่กลับมาเป็นปกติหลัง AR2 กลับมาเดินเครื่องปกติหลังหยุดซ่อมบำรุงไป 30 วันในไตรมาส 2/53, ค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นเฉลี่ย 4.20 เหรียญ/บาร์เรลดีขึ้นจาก 4.1 เหรียญ/บาร์เรลในไตรมาสก่อน, การกลับรายการผลขาดทุนจาก LCM จำนวน 1,034 ล้านบาท และผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันที่คาดว่าจะมีไม่มากหลังจากราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 76 เหรียญ/บาร์เรลใกล้เคียงกับราคาปิดในไตรมาสก่อน
          อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 พันล้านบาท จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากมาช่วยหนุนผลกำไรไตรมาสนี้ เบื้องต้นประเมินผลกำไรไตรมาสนี้จะมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 1.2 พันล้านบาท

--อินโฟเควสท์ โดย พรเพ็ญ ดวงเฉลิมวงศ์/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--

Update/ KIAT เผย ทุ่มงบ 212.88 ลบ.ซื้อรถหัวลาก 4 คัน-หางพ่วง 40 หาง

Update/ KIAT เผย ทุ่มงบ 212.88 ลบ.ซื้อรถหัวลาก 4 คัน-หางพ่วง 40 หาง
หวังรองรับงาน PTT มูลค่า 1.2 พันลบ. ส่วนอนาคตซื้อเพิ่มหรือไม่ ขอดูงานใหม่ก่อน

          KIAT เผย ทุ่มงบ 212.88 ลบ.ซื้อรถหัวลาก 4 คัน-หางพ่วง 40 หาง หวัง
รองรับงาน PTT มูลค่า 1.2 พันลบ. ส่วนอนาคตซื้อเพิ่มหรือไม่ ขอดูงานใหม่ก่อน 
ขณะที่แย้ม Q3/53 โชว์ผลงานใกล้เคียง Q2/53 แต่ทั้งปีนี้ย้ำรายได้ขยับ 10-15%
จากปีก่อนทำได้ 593.28 ลบ.หลังมีสัญญาระยะยาว-งานขนส่งสดใส 

          นางสาววิภา ตันติธนากรกุล กรรมการ บริษัท เกียรติธนาขนส่ง จำกัด (มหาชน)
หรือ KIAT เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าบริษัทฯ ใช้เงินลงทุน 212.88 ล้าน
บาท ซื้อรถหัวลาก 4 คัน และหางพ่วง 40 หาง เพื่อรองรับงานใหม่จากบริษัท ปตท.
จำกัด (มหาชน) (PTT)  ที่ล่าสุดได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับยาน
ยนต์  ระยะเวลา 10 ปี มูลค่า1,200 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้
ผลประกอบการปี 2554 เติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีนี้ โดยจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้
ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 เฉลี่ยปีละ 120 ล้านบาท
          'รถหัวลากและหางพ่วงที่เตรียมจะซื้อเข้ามาใหม่ เป็นการรองรับงานของ
PTT ที่เพิ่งได้รับเข้ามาและจะเริ่มงานในเดือนมกราคมปีหน้า ส่วนในอนาคตจะซื้อเพิ่ม
รถหัวลาก และหางพ่วงเพิ่มอีกหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับงานที่จะได้รับ
เข้ามาใหม่ในอนาคต' นางสาววิภา กล่าว
           ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/2553 มีโอกาสเติบโตใกล้เคียงกับ
ไตรมาส 2/2553 ส่วนทั้งปีนี้ยังคาดว่ารายได้จะขยายตัว 10-15% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่
ทำได้ 593.28 ล้านบาทตามเป้าหมายอย่างแน่นอน เพราะบริษัทฯ มีสัญญาการ
บริการขนส่งระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มหลักคือ PTT ที่มีรายได้แน่นอนและสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ธุรกิจขนส่งพลังงานและปิโตรเคมียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
            'แนวโน้มไตรมาส 3 ปีนี้ ยังคงเหมือนเดิม เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้
ก่อนหน้านั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนรายได้ก็ยังคงเป็นเป้าหมายเดิมเหมือนกัน
เพราะอย่างที่ทราบบริษัทฯ ยังมีสัญญาระยะยาวกับล ูกค้าหลักคือ PTT การดำเนิน
ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส ไม่ได้แตกต่างหรือเติบโตหวือหวามากขึ้นแต่
มั่นคง' นางสาววิภา กล่าว  
   
   

รายงาน   โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ศุภวรรณ วราภรณ์
อนุมัติ    โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   29/09/10   เวลา   15:29:28

KIAT แย้ม Q3/53 โชว์ผลงานใกล้เคียง Q2/53

KIAT แย้ม Q3/53 โชว์ผลงานใกล้เคียง Q2/53 แต่ทั้งปีนี้ย้ำรายได้ขยับ 10-15%
จากปีก่อนทำได้ 593.28 ลบ.หลังมีสัญญาระยะยาว-งานขนส่งสดใส
                   นางสาววิภา ตันติธนากรกุล กรรมการ บริษัท เกียรติธนาขนส่ง จำกัด
(มหาชน) หรือ KIAT เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าแนวโน้มผลประกอบการใน
ไตรมาส 3/2553 มีโอกาสเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาส 2/2553 ส่วนทั้งปีนี้ยังคาดว่า
รายได้จะขยายตัว 10-15% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 593.28 ล้านบาทตามเป้า
หมายอย่างแน่นอน เพราะบริษัทฯ มีสัญญาการบริการขนส่งระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่ม
หลักคือ PTT ที่มีรายได้แน่นอนและสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ธุรกิจขนส่งพลังงานและ
ปิโตรเคมียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
               ' แนวโน้มไตรมาส 3 ปีนี้ ยังคงเหมือนเดิม เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้
ก่อนหน้านั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนรายได้ก็ยังคงเป็นเป้าหมายเดิมเหมือนกัน
เพราะอย่างที่ทราบบริษัทฯ ยังมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้าหลักคือ PTT การดำเนิน
ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส ไม่ได้แตกต่างหรือเติบโตหวือหวามากขึ้นแต่
มั่นคง' นางสาววิภา กล่าว   
   

รายงาน   โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ศุภวรรณ วราภรณ์
อนุมัติ    โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   29/09/10   เวลา   15:21:21

เนชั่นฯจูบปากMCOT

29 กันยายน 2553 10:01
 

ทันหุ้น – “อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” หัวเรือใหญ่ NBC เผยต้นปี 54 มีข่าวดีเตรียมจับมือ อสมท. ร่วมกันผลิตรายการใหม่ดันรายได้โตต่อเนื่องจากปี 2553 ขณะที่ปีนี้คาดรายได้โตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อนที่ 468 ล้านบาท มั่นใจครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก ด้านโบรกแนะ “ซื้อ” เล็งแนวรับบริเวณ 6.85 บาท และแนวต้าน 7.40 บาท

นายอดิศักดิ์  ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี 2554 บริษัทจะมีการจับมืออย่างเป็นทางการกับ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ซึ่งจะเป็นในลักษณะของการร่วมกันทำการผลิตรายการ เพื่อที่จะให้บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อจากปี 2553 ที่บริษัทคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีรายได้ 468.38 ล้านบาท กำไรสุทธิที่ 69.03 ล้านบาท

สำหรับในครึ่งปีหลังของปี 2553 บริษัทคาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่บริษัทมีรายได้รวม 273.99 ล้านบาท กำไรจำนวน 52.18 ล้านบาท และคาดว่ารายได้ไตรมาส 3/2553 จะดีต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2553 และไตรมาส 4/2553 จะดีกว่าไตรมาส 1 และ 2/2553 เพราะบริษัทได้มีการเจาะลูกค้าในส่วนเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ผ่านรายการใหม่ของบริษัทที่เพิ่งเปิดตัวไป คือรายการแมงโก้ทีวี เป็นรายการที่เสนอข่าวสารที่มีสาระและความบันเทิงรวมอยู่ด้วย ซึ่งในขณะนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นจำนวนมากโดยในเดือนตุลาคมบริษัทจะมีการปรับโครงสร้างของรายการใหม่ จากเดิมออกอากาศอยู่ 30 รายการ และจะทำอย่างไรให้สามารถใส่เพิ่มเข้าไปอีก 25 รายการ
 
“ในเรื่องของการจ่ายปันผลนั้นยังไม่ได้มีการเจรจา ซึ่งจะจ่ายต่อเนื่องหรือต้องขึ้นอยู่กับรายได้ ที่จะออกมา แต่เราได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ถึง 30 มิถุนายน 2553 ในอัตราหุ้นละ 0.22 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 คงเหลือจ่ายเพิ่มในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท สำหรับจำนวน 170 ล้านหุ้น เป็นเงิน 20.4 ล้านบาท” นายอดิศักดิ์ กล่าว

** แผนปีหน้าเปิดรายการใหม่ต่อเนื่อง
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนสำหรับปี 2554 อย่างไม่เป็นทางการ คือ ในปีหน้าบริษัทจะมีการเปิดตัวรายการใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริษัทจะเน้นเจาะเคเบิ้ลท้องถิ่น และงานทีวีดาวเทียม ซึ่งในปีหน้าบริษัทคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายการใหม่อย่างแมงโก้ทีวีที่ออกอากาศได้เป็นเวลา 3 เดือนนั้น น่าจะมีรายได้เข้ามาประมาณ 30-40 ล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายน 2554

สำหรับในครึ่งปีหลังบริษัทใช้งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท ในการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆให้ดีขึ้น และซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น ส่วนทั้งปีบริษัทได้ใช้งบลงทุนประมาณ 60-70 ล้านบาท ในการซื้อกล้องดิจิตอลที่มีเทคโนโลยีสูง และใช้ไปสำหรับเปิดรายการใหม่  ส่วนในปีหน้าสำหรับการลงทุนคงมีบ้างในส่วนของการผลิตรายการ

พร้อมกันนี้บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ แกรมมี่ กันตนา โรส มีเดียร์ และ จาน PSI เพื่อที่จะนำ 10 - 12 ช่องรายการเข้าไปใส่ในอพาร์ตเม้นต์ 100 หลังในกรุงเทพมหานคร ซึ่งแบ่งเป็นช่องของเนชั่น 2 ช่อง คือ เนชั่นชาแนล กับแมงโกทีวี, แกรมมี่ 4 ช่อง, กันตนา 3 ช่อง, โรส 2 ช่อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มชมได้กลางเดือนสิงหาคม 2553

** คงเป้ารายได้ทั้งปีโต 30% ***
สำหรับทั้งปีบริษัทคาดว่ารายได้จะยังคงเติบโต 30% ส่วนกำไรเติบโตมากกว่า เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้มีการลงทุนระบบไปบางส่วนแล้ว จึงทำให้ต้นทุนปัจจุบันค่อนข้างที่จะถูกประกอบกับโดยปกติอัตราส่วนกำไรของบริษัทเฉลี่ยก็จะเติบโตดีกว่า ขณะที่รายได้ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน หลังจากรับชมซีแบรนด์ได้คาดว่าจะขยับเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5 ล้านครัวเรือน

ทั้งนี้โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ มาจากฟรีทีวี 40% เนชั่นชาแนล 25% และนิวมีเดีย 20% ที่เหลือมาจากอื่นๆ ซึ่งในอนาคตก็หวังที่จะให้สัดส่วนรายได้จากฟรีทีวี และเนชั่นชาแนลเป็น 1 ต่อ 1 เพราะมองว่ารายการผ่านช่องเนชั่นชาแนล บริษัทฯ สามารถจะกำหนดระยะเวลาในการถ่ายทอดได้

นักวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) ระบุว่า NBC ในระยะสั้นมีการแกว่งตัวขาขึ้น จึงแนะนำ “ซื้อ” สะสม ขณะที่ในระยะกลางถึงยาวมีการขยับขึ้น โดยมีแนวรับที่บริเวณ 6.85 บาท และแนวต้าน 7.40 บาท

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นวานนี้(28 .ก.ย. 53) ปิดที่ 7.05 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1.7 ล้านบาท

TMIซดออร์เดอร์อินเดียเป๋าตุง

28 กันยายน 2553 10:20
 

ทันหุ้น - ธีระมงคลฯ สบช่องฮุบงานยักษ์ในอินเดีย รับทรัพย์เข้ากระเป๋า 4 ล้านบาทต่อเดือน จ่อซดออร์เดอร์กัมพูชาเพิ่ม แง้มปีนี้เล็งเปิดตลาดใหม่ 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย และปากีสถาน ด้าน “ธีระศักดิ์” เผยพอใจผลงานบุกตลาดต่างแดนปีนี้ หลังกวาดออร์เดอร์ใหม่เข้าเพียบ พร้อมการันตียอดขายครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรกชัวร์ โบรกเชียร์ “ซื้อ” ให้ต้าน 1.46 บาท

นายธีระศักดิ์  ประสิทธิ์รัตนพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีระมงคลอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้เข้าไปจัดการแสดงสินค้า(โรดโชว์) ในประเทศอินเดีย มีลูกค้าสนใจอยู่ 2-3 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะที่คาดว่าจะมีลูกค้ารายใหญ่สั่งซื้อสินค้า(ออร์เดอร์) เฉลี่ย 3 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือน หรือประมาณ 4 ล้านบาทต่อเดือน
 
ทั้งนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากมีการเปิดเสรีการค้าหรือ  FTA (Free Trade Agreement) ที่ทำไว้กับประเทศอินเดีย และประเทศอื่นๆ เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ในเรื่องของอัตราภาษี 0% จึงคาดว่าจะมีลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“เราน่าจะมีโอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ที่เป็นรายใหญ่ ซึ่งเค้าจะซื้อเฉลี่ย 3 ตู้คอนเทนเนอร์ ตู้ละ 1.5 ล้านบาท ต่อเดือนน่าจะได้ 4 ล้านบาท แต่คาดว่ารายใหญ่อาจจะยังไม่เห็นในปีนี้ แต่รายเล็กน่าจะได้หลายรายอยู่ เพราะเท่าที่คุยก็มีสนใจเยอะ” นายธีระศักดิ์

สำหรับการไปโรดโชว์ในประเทศอินเดียมองว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และน่าจะมีตัวแทนจำหน่ายให้กับบริษัทได้หลายราย เพราะมีช่องทางในการทำตลาดอีกมาก และงานก่อสร้างที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมากจึงเป็นโอกาสที่ TMI จะเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มสินค้าที่มีลูกค้าให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ กลุ่มบัลลาสต์, รีโมทสวิตซ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการไปเปิดตลาดในประเทศอินเดียและปากีสถานถือเป็น 2 ประเทศใหญ่ที่น่าจะเพิ่มยอดขายได้มาก ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าในแถบตะวันออกกลาง บังกะลาเทศ รวมถึงโซนเอเซียอย่างพม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

** ลุ้นรับออร์เดอร์กัมพูชาเพิ่ม
 นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ากัมพูชาซึ่งคาดว่าจะได้ออร์เดอร์เพิ่มขึ้น เพราะช่วงนี้ที่กัมพูชามีการก่อสร้างอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นโอกาสที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากประเทศนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องยาก

 “ในกัมพูชาเรามียอดขายค่อนข้างเยอะ ก่อนหน้านี้มีเวียดนามที่สั่งออร์เดอร์เข้ามามากเช่นกัน เพราะเป็นประเทศที่กำลังเติบโตในเรื่องของงานก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมามีการสั่งล็อตใหญ่เข้ามา 2-3 ล็อต และคาดว่าที่กัมพูชาก็น่าจะมีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นมาเท่าๆ กัน” นายธีระศักดิ์ กล่าว
 รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงแผนเปิดตลาดใหม่ในปีนี้ ว่า มองไว้ 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย และปากีสถาน ซึ่งประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์ก่อนน่าจะเป็นอินเดีย

** มั่นใจยอดขายครึ่งปีหลังอู่ฟู่
 สำหรับยอดส่งออกของบริษัทในปีนี้น่าจะมีเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ออร์เดอร์เข้ามาค่อนข้างมาก แต่สัดส่วนระหว่างในประเทศกับต่างประเทศก็ยังคงรักษาระดับไว้ที่ 90:10 ซึ่งในส่วนของการเปิดตลาดต่างประเทศในปีนี้ถือว่าค่อนข้างพอใจกับผลงานเพราะได้มีโอกาสรับออร์เดอร์ใหม่จากประเทศอียิปต์ ส่วนประเทศอื่นที่เคยสั่งซื้อสินค้าอยู่แล้วก็มีการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น

ด้านยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้มั่นใจว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะทุกปียอดขายช่วงปลายปีดีจะดีกว่า เนื่องจากมีการปิดงบของรัฐบาล รวมถึงเอกชนส่วนใหญ่จะมีการจัดงานต่างๆ และงานอีเว้นท์ ทำให้ในช่วงปลายปีจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรก

นักวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงราคาหุ้น TMI มีแนวรับที่บริเวณ 1.34 บาท และแนวต้าน 1.46 บาท แนะนำ "ซื้อ" เก็งกำไรในกรอบ

ความเคลื่อนไหวราคาปิด TMI วานนี้(27 ก.ย.53) อยู่ที่ 1.36 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท หรือ 3.03% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 3.96 ล้านบาท

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

เซียนหุ้นเทใจรัก PTTCH สตอรี่อื้อ Q4กำไรสูงสุด-ควบรวม



ทันหุ้นออนไลน์ - ปตท.เคมิคอล (PTTCH) นิยามแห่งคำว่าแกร่ง แม้กำไรในไตรมาส 3/2553 อาจจะไม่โดดเด่นจากการปิดซ่อมบำรุง 45 วันส่งผลให้กำลังการผลิตโอเลฟินส์ลดลง แต่ไตรมาส 4 จะกลับมาผลิตได้อีกครั้ง กำไรจึงเติบโตแตะสูงสุดของปี และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554 นอกจากนี้คงต้องจับตาการควบรวม PTTAR หลังจากปลดล็อกปัญหามาบตาพุดสำเร็จ

ปิดการซื้อขายวานนี้(28 ก.ย.53) ราคาหุ้น PTTCH อยู่ที่ 128.00 บาท ลดลง -2.50 บาท คิดเป็น -1.92% มูลค่าการซื้อขาย 1,149.72 ล้านบาท โดยระหว่างวันราคาปรับขึ้นสูงสุด ที่ 130.50 บาท ลดลงต่ำสุด ที่ 126.50 บาท

นักวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่ในหุ้นของบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH ซึ่งประกอบธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ครบวงจร ด้วยการเป็นผู้ผลิตสารเอทิลีนและโพรพิลีน จากวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จากเดิม 137 บาท เป็น 163 บาท เนื่องจากราคาหุ้น PTTCH มีแนวโน้ม Outperform ต่อเนื่อง ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า แม้กำไรในไตรมาส 3 ของปีนี้ อาจจะไม่โดดเด่น แต่แนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/53 คาดว่าจะแตะจุดสูงสุดของปีนี้ และน่าจะเติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่องจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีข่าวบวกจากโครงการขยายกำลังการผลิตอย่างเต็มปี โดยคาดกำไรสุทธิปี 53 และ 54 เติบโตเฉลี่ย 65% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการควบรวมกิจการระหว่าง PTTCH-PTTAR จากเดิม PTTAR-IRPC หลัง IRPC ติดปัญหาทางด้านกฎหมายจนทำให้การควบรวมต้องหยุดชะงัก ส่วน PTTCH ได้รับการปลดล็อกจากปัญหามาบตาพุด แม้ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าการควบรวมที่ชัดเจน เพราะ PTTCH ยังไม่ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว ดังนั้นในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินว่ารูปแบบการควบรวม จะเป็นวิธี Amalgamation (A+B = C) เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทไม่มีประเด็นการสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะต้องคำนึงถึง และคาดผลงานครึ่งแรกของปี 2554 TPของ การควบรวม อยู่ที่ 75 บาท/หุ้น ซึ่งอ้างอิงจากปี 2554  TP ของหุ้นทั้ง 2 บริษัท และจำนวนหุ้นทั้งหมดของการควบรวม อยู่ที่ 4,472 ล้านหุ้น ซึ่งจากราคาตลาดปัจจุบัน
การซื้อ PTTCH จะได้เปรียบกว่า เพราะราคายังมี upside gain สูงกว่าการซื้อ PTTAR

ขณะที่ นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ PTTCH คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่ 2,020 ล้านบาท ลดลง 13% จากไตรมาสก่อน และ 29% จาปปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานเป็นเวลา 45 วัน ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ลดลงเป็น 65% จาก 80% ในไตรมาสที่ 2/53 ขณะที่ crackerใหม่ขนาด 1 ล้านตันยังคงอัตราการใช้งานกำลังการผลิตที่ 50% เท่ากับในไตรมาสที่ 2/53 ทั้งนี้จากการที่ยังไม่ได้รับก๊าซจากโรงงานแยกก๊าซ 6 อีกทั้งเมื่อรวมกับส่วนต่างผลิตภัณฑ์ของ HDPE คาดว่าจะลดลง 7.4% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นไปตามราคา HDPE ที่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1,090 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทั้งนี้เป็นผลจาก supply ส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากการเปิดดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่  2/53  และคาดว่าน่าจะเป็นผลงานผลงานในจุดต่ำสุดของปี  2553  คำแนะนำซื้อ แนวรับ 125 บาท แนวต้าน 140 บาท

ด้านนักวิเคราะห์ บล.ยูไนเต็ด กล่าวว่า หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมียังน่าสนใจ เนื่องจากได้รับผลบวกจากนโยบายยืดหยุ่นค่าเงินของจีน ส่งผลให้เงินหยวนแข็งขึ้นค่อยเป็นค่อยไป และฤดูพายุเฮอริเคนของสหรัฐฯในไตรมาส 3/53 ที่แม้รุนแรง แต่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ทำให้ ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในช่วง $70~80 ลดลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา

อีกทั้ง กรณีโครงการมาบตาพุด ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ส่งผลโครงการส่วนใหญ่ผลิตเชิง พาณิชย์ได้ในปลายไตรมาส 4/53 เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมว่าเป็นช่วงสิ้นไตรมาส 1/54 แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยง คือความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจฟุบอีกครั้ง กดดันราคาน้ำมัน และ กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคเพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง

แต่ทั้งนี้หากพิจารณาทางด้านพื้นฐาน จึงคงแนะนำซื้อ PTTAR ราคาเป้าหมาย 31 บาท PTTEP เป้าหมาย 180 บาท PTTCH เป้าหมาย 120 บาท และ TOP เป้าหมาย 52 บาท

นายเตชธร ลาภอุดมสุข ยุทธศาสตร์ตลาดทุน บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า สัญญาณการเคลื่อนไหวทางเทคนิคของหุ้น PTTCH ยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น 10 วัน ปรับตัวขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น 25 วัน ขณะที่วานนี้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงต่ำกว่าราคาเปิด รูปแบบราคาแกว่งตัวแคบโดยเริ่มมีมูลค่าซื้อขายสะสม ดังนั้นคงแนะนำซื้อ ให้แนวรับ 125.00 บาท แนวต้าน 130.00 บาท หากราคาหุ้นปิด ต่ำกว่าราคา 124.00 บาท ขายออกทันที  

Update/BANPU ตั้งเป้าปริมาณขายถ่านหินปีหน้า 26 ล้านตัน

Update/BANPU ตั้งเป้าปริมาณขายถ่านหินปีหน้า 26 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่มียอด
23 ล้านตัน หลังมีกำลังผลิตจากเหมืองในอินโดฯเพิ่มเข้ามา 2 ล้านตัน
 'บ้านปู'ตั้งเป้าปริมาณขายถ่านหินปีหน้า 26 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่มียอดรวม 23
ล้านตัน หลังได้กำลังผลิตจากเหมืองในอินโดฯเพิ่มเข้ามา 2 ล้านตัน พร้อมคงเป้ารายได้ปีนี้ที่
5.8 หมื่นล้านบาท เผยแม้ราคาถ่านหินสูงขึ้นแต่รายได้ทรงตัว เพราะได้รับผลกระทบจากบาท
แข็ง ส่วนแผนเทกโอเวอร์ CEY ล่าสุดกวาดหุ้นได้แล้ว 63% รอปิดเทนเดอร์ฯ 5 ต.ค.นี้ ลั่นไม่มี
แผนแตกพาร์
 นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ
BANPU กล่าวว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าปริมาณขายถ่านหินในปีหน้าไว้ที่ 26 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่
จะมีปริมาณการซื้อขายถ่านหินที่ 23 ล้านตัน ซึ่งมาจากกำลังการผลิตในเหมืองเดิม โดยปริมาณ
สำหรับขายถ่านหินที่เพิ่มขึ้นในปีหน้าจะมาจากเหมืองถ่านหิน Bharimto ในอินโดนีเซีย ซึ่งจะมี
กำลังการผลิตเข้ามาเต็มปีในปีหน้า จำนวน 2 ล้านตัน โดยจะสามารถเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้
ประมาณ 2 แสนตัน
 โดยบนเป้าหมายปริมาณการขายดังกล่าวบริษัทฯได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไปแล้ว
10% ซึ่งเป็นของญี่ปุ่นที่จะมีการเริ่มงวดบัญชีในวันที่ 1 เมษายนนี้ พร้อมทั้งคาดว่าก่อนต้นปีหน้า
บริษัทฯน่าจะมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าราว 50-60% โดยสิ้นเดือนธันวาคมปีนี้น่าจะมีการ
กำหนดราคาขายได้
 สำหรับเป้าปริมาณการขายดังกล่าวยังไม่รวมกำลังการผลิตเหมืองในออสเตรเลีย หลัง
จากที่บริษัทฯ ได้เข้าทยอยซื้อหุ้น Centennial  ซึ่งจากงบบัญชีงวดปี 2010 (ก.ค. 52-มิ.ย. 53)
ที่มียอดผลิตและขาย 14.2 ล้านตัน
 อนึ่งจากแนวโน้มของค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องมีผลต่อการแปลงค่าเงินที่จะบันทึก
เข้ามา แต่ไม่กระทบต่อการดำเนินงานบริษัทฯ มากนัก ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้รวมในปี
นี้ไว้ที่ 58,000 ล้านบาท
 ทั้งนี้ แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยถ่านหินในปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้น จากปีก่อนที่มีราคาขายเฉลี่ย
อยู่ที่ 71.7 เหรียญต่อตัน โดยสถานการณ์ในปีนี้ราคาเริ่มทรงตัวและปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งใน
ไตรมาส 4/2553 ราคาอยู่ในช่วงภาวะขาลง ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3/2552 ราคาขายถ่านหิน
เฉลี่ยอยู่ที่ 69.5 เหรียญต่อตัน ลดลงจากไตรมาส 4/2552 ซึ่งอยู่ที่ 64.7 เหรียญต่อตัน โดยราย
ได้หลักในปีนี้มาจากเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียเป็นหลัก รวมถึงรายได้จากโรงไฟฟ้าในประเทศ
จีนที่ทำรายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท
 สำหรับผลประกอบการในส่วนกำไร หากนับรวมผลกำไรจากไตรมาส 1 และ 2 และ
รวมกำไรจากการขายหุ้นบริษัท ITM ซึ่งทำธุรกิจถ่านหินในอินโดนีเซีย ก็จะส่งผลให้กำไรรวมสูง
กว่าปีก่อน
 พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังไม่มีแนวคิดแตกพาร์ โดยคณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารไม่
ได้มีการพูดถึงประเด็นดังกล่าวมานานและมีความเป็นห่วงผู้ถือหุ้นถึงกรณีข่าวที่เกิดขึ้น
 สำหรับความคืบหน้าในการเข้าซื้อหุ้น Centennial Coal Co.,Ltd. (CEY) โดย
ปัจจุบันได้เข้าซื้อหุ้นแล้วในสัดส่วน 63% เพิ่มขึ้นจากที่ได้มีการรายงานในวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่าน
มา ในสัดส่วนกว่า 53%
 สำหรับกระบวนการในการทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 5 ต.ค.
นี้ บริษัทฯยังไม่สามารถระบุได้ว่าได้หุ้นมาในสัดส่วนเท่าใด แต่ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ทำสัญญาเงินกู้ที่
จะใช้ซื้อหุ้นทั้งหมดจากธนาคารพาณิชย์ไว้หมดแล้ว  ในวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 
 ส่วนวงเงินในการออกหุ้นกู้ที่บริษัทฯ ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 สิงหาคมที่
ผ่านมา ซึ่งเป็นการสร้างทางเลือกจากภาวะของตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งใช้สำหรับปรับโครง
สร้างทางการเงินมากกว่าที่จะนำมาใช้ลงทุนในโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีวงเงินกู้จากธนาคาร
ที่จะใช้ลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้หลังจากที่บริษัทฯ ได้เข้าถือหุ้นใน CEY แล้วยังไม่สามารถ
ประเมินกำไรได้ เนื่องจากเป็นเรื่องในอนาคต
 ในส่วนของรายได้ที่จะรับรู้จากการเข้าถือหุ้น Centennial จะมีการรับรู้ได้ไม่มาก แต่
บริษัทฯจะเน้นถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปีหน้าเป็นหลัก
 สำหรับการเข้ามาถือหุ้นของ Centennial คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการคุ้มทุน
ประมาณ 7-10 ปี เนื่องจากเป็นการลงทุนขนาดใหญ่และเป็นกลยุทธ์ในการขยายการลงทุนใน
ระยะยาวของธุรกิจถ่านหิน
 ขณะที่แผนการลงทุน 5 ปีของบริษัทฯคงจะต้องมีการปรับ โดยพิจารณาจากสัดส่วน
การลงทุนในแต่ละประเทศ
 ด้านนางสมฤดี ชัยมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้า หน้าที่บริหาร-การเงิน บริษัท บ้านปู กล่าว
ว่า หลังจากบริษัทฯเข้าลงทุนใน CEY วงเงินในการออกหุ้นกู้ที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น 20,000
ล้านบาท จะนำไปใช้ในการจัดโครงสร้างด้านหนี้สินมากกว่า โดยอาจใช้ในการปรับยืดอายุหนี้ให้
ยาวขึ้น และสร้างความยืดหยุ่นและสามารถทดแทนเงินกู้ที่จะใช้ได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้
มีแผนและกำหนดที่จะออกหุ้นกู้
 สำหรับการชำระเงินในการซื้อหุ้น CEY จะอยู่ในช่วงไตรมาส 4/2553 โดยใช้เงินจาก
วงเงินกู้ที่บริษัทฯ ได้ทำการเซ็นสัญญากู้จากธนาคารพาณิชย์ไว้จำนวน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
 โดยการลงทุนซื้อหุ้นของ Centennial ถือเป็นการขยายการลงทุนในประเทศที่สาม
จากเดิมที่มีอยู่ 2 ประเทศคือ จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยเหมืองของ
Centennial มีปริมาณถ่านหินสำรองอยู่ที่ 406 ล้านตัน และหลังจากที่บริษัทฯได้ทำคำเสนอซื้อ
เสร็จสิ้นจะส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทฯอยู่ที่ 1.1 ต่อ 1 เท่า จากสิ้นไตรมาส
2/53 ที่ 3 ต่อ 1 เท่า
              ทั้งนี้ราคาหุ้น BANPU ปิดตลาดวันนี้ (28 ก.ย.)อยู่ที่ 704.00บาท ลดลง4.00 บาท
หรือ 0.56% มูลค่าการซื้อขาย 2052.24ล้านบาท    
   

รายงาน   โดย ประลองยุทธ ผงงอย
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ    โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   17:46:31

BANPU ยันไม่มีแนวคิดแตกพาร์ ล่าสุดยังอยู่ที่ 10 บาท

   บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)หรือ BANPU แจ้งว่า บริษัทขอชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทย (ตลท.)เกี่ยวกับข่าวที่ปรากฏตามสื่อว่าบริษัทฯ อาจจะทำการลดมูลค่าหุ้นที่ตรา
ไว้(ลดราคาพาร์)บริษัทขอเรียนว่า ณ ปัจจุบันบริษัทฯ ไม่ได้มีแผนดังกล่าวที่จะลดมูลค่าหุ้นซึ่งตรา
ไว้ที่หุ้นละ 10 บาท
   
   

เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ    โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   17:20:16

GSTEEL แจง โครงการ Bond Exchange Program ระบุจำนวนเงินต้นภายใต้หุ้นกู้ลด

 GSTEEL แจง โครงการ Bond Exchange Program ระบุจำนวนเงินต้นภายใต้หุ้นกู้ลด
ลงเหลือ 68 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 40% ของเงินต้นเดิม
 รายงานข่าวจาก บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) (GSTEEL) ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม
เกี่ยวกับการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ โดยมีรายละเอียดดังนี้.-
         1. จำนวนเงินต้นภายใต้หุ้นกู้ จะลดลงจากจำนวน 170,000,000 เหรียญสหรัฐ เหลือเพียง
68,000,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของจำนวนเงินต้นเดิม ผู้ถือหุ้นกู้จะมีสิทธิแลก
เปลี่ยนหุ้นกู้จำนวนร้อยละ 50ของจำนวนหุ้นกู้ทั้งหมดที่ถืออยู่ก่อนการปรับลดจำนวนเงินต้น เป็น
หุ้นสามัญของบริษัทฯ ในอัตรา 30หุ้นสามัญ ต่อเงินต้นของหุ้นกู้ก่อนการปรับลด จำนวน 1 เหรียญ
สหรัฐ
        สรุป
                1.  กรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิแลกเปลี่ยนหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ
ผู้ถือหุ้นกู้จะถูกลดมูลค่าลงร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 40
                2.  กรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ประสงค์จะใช้สิทธิแลกเปลี่ยนหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญจำนวนร้อยละ
50 ของผู้ถือหุ้นกู้ที่ตนถืออยู่ ผู้ถือหุ้นกู้จะสามารถแลกเปลี่ยนหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญได้ที่อัตราส่วน
30 หุ้นสามัญ ต่อหุ้นกู้ก่อนการปรับลดจำนวน 1 เหรียญสหรัฐ  ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50
จะถูกลดมูลค่าลงร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 40 ของมูลค่าหุ้นกู้ที่ถืออยู่
 ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ประสงค์จะใช้สิทธิแลกหุ้นกู้มากกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นกู้ที่ตนถืออยู่
จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้พิจารณาจัด
สรร ทั้งนี้ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น จำนวนผู้ขอใช้สิทธิ เนื่องจากเป็นการจัดสรร
โดยเฉพาะเจาะจง (Private Placement) และจำนวนเงินหู้นกู้ที่ถือของแต่ละรายที่ต้องการใช้
สิทธิ เป็นต้น

         2. บริษัทฯ จะให้สิทธิผู้ถือหุ้นกู้แลกเปลี่ยนหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญสูงสุดจำนวนไม่เกิน
4,900,000,000 หุ้น โดยจะแบ่งการให้สิทธิออกเป็นหลายรอบ  รอบแรกให้สิทธิสูงสูดจำนวน
2,550,000,000 หุ้นส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับกับดุลยพินิจของกรรมการที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะ
กรรมการบริษัทเป็นผู้พิจารณาออกข้อกำหนดและเงื่อนไขต่อไป
         อนึ่ง หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ไม่เห็นชอบกับข้อเสนอขอแก้ไขทั้งหมดของบริษัทฯ   บริษัทฯ
ก็จะยังไม่ดำเนินการแลกเปลี่ยนหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญตามโครงการ Bond Exchange
Program  กล่าวคือผู้ถือหุ้นกู้จะยังไม่ได้รับสิทธิในการแลกเปลี่ยนหุ้นกู้จนกว่าบริษัทฯจะพิจารณา
หาแนวทางใหม่เพื่อนำเสนอผู้ถือหุ้นกู้พิจารณาอนุมัติในครั้งต่อไป
         ทั้งนี้ บริษัทฯ ประสงค์ที่จะจูงใจให้ผู้ถือหุ้นกู้มาใช้สิทธิในโครงการ Bond Exchange
Program จึงได้ทำการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งเห็นว่าเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นและนักลง
ทุนทั่วไป   
   

เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ    โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   13:45:44

QLT ทุ่มงบไม่เกิน 20 ลบ. ขยายสำนักงาน จ.ระยอง คาดแล้วเสร็จ ก.ย.54

 นายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน) หรือ
QLT เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมเงินลงทุนไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยเงินลงทุนดังกล่าวมา
จากกระแสเงินสดหมุนเวียนของบริษัทฯ เพื่อขยายพื้นที่สำนักงานใหญ่ในจังหวัดระยองให้มีขนาด
ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับพนักงานที่เพิ่มมากขึ้น
 ประกอบกับบริษัทฯ จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้กับนักศึกษาระดับ
ปวช. ปวส. และปริญญาตรี โดยจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดเข้าไปวางหลักสูตร
การเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพรองรับตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ซึ่งยัง
คงขาดแคลนอยู่ โดยการขยายพื้นที่สำนักงานดังกล่าวเริ่มก่อสร้างในเดือนนี้ และคาดว่าจะเสร็จ
เรียบร้อยและดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือน ก.ย. 2554   
   

รายงาน   โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อนุมัติ    โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   13:33:17

QLT ระบุปี 54 เล็งตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรใน ปท.เพื่อนบ้าน หวังขยายฐานลูกค้า

 นายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน) หรือ
QLT เปิดเผยว่า ในปี 2554 บริษัทฯ อาจจะพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจากพันธมิตรในประเทศ
เพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา และพม่า เป็นต้น เพื่อขยายฐานลูกค้าเข้าไปในประเทศดังกล่าว โดย
เฉพาะประเทศพม่า ซึ่งบริษัทฯ พบว่ามีศักยภาพในการเติบโต ประกอบกับงานบริการตรวจสอบ
การทดสอบแบบไม่ทำลายตรวจสอบ และรับรองคุณภาพ ของถังเก็บระบบท่อและอุปกรณ์นิรภัย
ของเชื้อเพลิงทุกประเภทยังคงเติบโตในทิศทางที่ดี นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ในต่าง
ประเทศให้มากขึ้นจากปัจจุบันที่บริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 5% และ 95%
เป็นรายได้ในประเทศ
 'การที่เราจะเข้าไปรับงานในต่างประเทศก็จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสร้างฐานโดยการตั้ง
บริษัทในประเทศนั้นๆ ก่อน ซึ่งในปีหน้าคาดจะได้เห็น โดยประเทศที่จะเข้าไปเริ่มต้นน่าจะเป็น
ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการรับงานในประเทศยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหามาบ
ตาพุดที่เริ่มคลี่คลาย แต่ถ้าถามว่าที่ผ่านมามีผลกระทบต่อบริษัทไหม ปัญหามาบตาพุดกระทบ
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น' นายสรรพัชญ์ กล่าว   
   

รายงาน   โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อนุมัติ    โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   13:26:28

QLT เดินหน้าคว้างานใหม่ทั้งในและ ตปท. ลั่นรายได้ปี 54 โตไม่ต่ำกว่า 20%

               บมจ.ควอลลีเทค เดินหน้าคว้างานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมรอลุ้นงาน
ประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ปลายปีนี้ มั่นใจแม้เศรษฐกิจซบแต่ธุรกิจทดสอบ-
ตรวจสอบยังมีความจำเป็น พร้อมเตรียมขยายพื้นที่สำนักงานในระยอง และเร่งจับมือ
สถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดพัฒนาหลักสูตรปั้นบุคลากรเพิ่ม มั่นใจปี 53 รายได้
โตได้ใกล้เคียงปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 279.71 ล้านบาท ส่วนปี 54 เห็นรายได้ไม่ต่ำ
กว่า 20%
               นายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน) หรือ
QLT ผู้ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing)
ตรวจสอบและรับรองคุณภาพ (Inspection & Certification) ของถังเก็บ ระบบท่อ และอุปกรณ์
นิรภัยของเชื้อเพลิงทุกประเภท เปิดเผยว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2553 บริษัทจะเน้นเข้าประมูล
งานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง   โดยในส่วนของงานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2)
ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มูลค่า 140 ล้านบาท คาดว่าจะรู้ผลประมูลผู้รับเหมา
ภายในปลายปี 2553 และมั่นใจว่าบริษัทฯ มีโอกาสจะได้รับงานดังกล่าวกว่า 80%
                สำหรับงานในต่างประเทศนั้น  อาทิ งานตรวจสอบท่อก๊าซในพม่า และงานของเชฟ
รอน ในประเทศบังคลาเทศ รวมถึงอีกหลายประเทศที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการเจรจา ทั้งนี้
ปัจจุบันบริษัทฯ มีมูลค่างานในมือ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท
                'ที่ผ่านมาเราเข้าประมูลงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนอกจาก
ลูกค้าใหม่แล้วฐานลูกค้ากลุ่มเดิมก็ยังมีเข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ จะรับงานที่มีมาร์จิ้นอยู่ใน
ระดับที่ดี ควบคู่ไปกับการให้บริการที่มีคุณภาพ' นายสรรพัชญ์ กล่าว
                ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายพื้นที่สำนักงานใหญ่ที่จังหวัดระยองให้มีขนาด
ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับพนักงานที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น โดยจะใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท   รวมทั้ง
ยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดในการเข้าไปวางหลักสูตรการเรียน การสอน และฝึก
อบรมในภาคปฏิบัติให้กับนักศึกษาระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรี  เพื่อที่จะผลิตบุคลากรที่มี
คุณภาพรองรับตลาดแรงงานด้านนี้ที่ยังขาดแคลน
                สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2553 และครึ่งปีหลัง 2553 คาดว่าจะ
ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2553 ที่มีกำไรสุทธิ 7.12 ล้านบาท กำไรต่อ
หุ้น 0.08 บาท และในช่วงครึ่งปีแรก 2553 เนื่องจากยังมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งปี
2553 บริษัทฯ จะมีรายได้เติบโตใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 279.71 ล้านบาท และมีมาร์
จิ้นเติบโตไม่น้อยกว่า 15-16% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เชื่อว่าหากภาวะเศรษฐกิจ และ
อุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น จะส่งผลให้รายได้ในปี 2554 กลับมาเติบโตไม่ต่ำกว่า 20 %
              'แนวโน้มรายได้ของบริษัททั้งปี 2553 จะยังมีการเติบโตแต่คงไม่หวือหวา  ซึ่งงาน
ทดสอบส่วนใหญ่ยังคงอิงอยู่กับการขยายตัวของงานก่อสร้าง  และอุตสาหกรรมต่าง ๆ   ในขณะที่
งานด้านการตรวจสอบ ลูกค้าจะใช้บริการก็ต่อเมื่อต้องการถึงปลอดภัยเป็นหลัก  ตลอดจน
กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ทางภาครัฐออกมา ซึ่งหลังกรณีมาบตาพุดก็คาดว่าจะส่งผลให้หน่วยงานภาค
รัฐและเอกชนจะให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัท' นาย
สรรพัชญ์ กล่าว
               ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้หลักมาจากงานในประเทศ   95 %  และต่างประเทศ
5 % โดยมีฐานลูกค้ากลุ่มหลัก ๆ ในกลุ่มปิโตรเคมี  พลังงาน และก๊าซ  ได้แก่  ESSO 
UNIMIT  CHEVRON  IRPC  SCG รว มทั้งกลุ่มบริษัทในเครือปตท.  เป็นต้น  
   
   

เรียบเรียง โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อนุมัติ    โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   13:26:23

QLT วางเป้ารายได้ปี 54 ขยับ 20% จากปีนี้คาดทำได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 279.71 ลบ.

  QLT วางเป้ารายได้ปี 54 ขยับ 20% จากปีนี้คาดทำได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 279.71 ลบ. หลัง
ตุน Backlog ในมือ 300 ลบ.
        นายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน) หรือ QLT เปิด
เผยว่าในปี 2554 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ขยายตัว 20% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียง
กับปี 2552 ที่  279.71 ล้านบาท เนื่องจากในปัจจุบันบริษัทฯ ยังคงมีงานในมือ (Backlog) อยู่
ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงที่เหลือของปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท ส่วน
ที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปีถัดไป
        นอกจากนี้ ในช่วงที่เหลือของปีบริษัทฯ ยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ทั้งในประเทศและต่าง
ประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น งานประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 4 (ส่วนที่ 2) ของ บริษัท ปตท. จำกัด
(มหาชน) หรือ PTT มูลค่า 140 ล้านบาท โดยคาว่าจะทราบผลประมูลผู้รับเหมาภายในปลายปีนี้
แต่เบื้องต้นบริษัทฯ มั่นใจว่าจะได้รับงานดังกล่าวกว่า 80% ของมูลค่างานทั้งหมด
        'บริษัทฯ ก็ยังคงเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งงานในประเทศและงานในต่าง
ประเทศ เช่นงานตรวจสอบท่อก๊าซในพม่า งานของเชฟรอน ในประเทศบังกลาเทศ นอกจากนี้ยัง
พบว่าฐานลูกค้ากลุ่มเดิมก็ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ จะรับงานที่มีมาร์จิ้นอยู่
ในระดับที่ดี ควบคู่ไปกับการบริการที่มีคุณภาพอีกด้วย ฉะนั้นในปีหน้าจึงคาดว่ามาร์จิ้นน่าจะเติบ
โตไปในทิศทางเดียวกับรายได้' นายสรรพัชญ์ กล่าว
   
   

รายงาน   โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อนุมัติ    โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   28/09/10   เวลา   13:17:27

Update/CPN มั่นใจรายได้รวมปีนี้โต 10% ไม่หวั่นแม้''เซ็นทรัลเวิลด์''ปิดให้บริการไปหลายเดือน



'เซ็นทรัลพัฒนา'มั่นใจรายได้ทั้งปียังโต 10% ถึงแม้ได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อม
แซม 'เว็นทรัลเวิลด์'ไป 2-3 เดือน แถมเตรียมปิดปรับปรุงเซ็นทรัลลาดพร้าว ล่าสุดเปิดให้บริการ
เซ็นทรัลเวิลด์แล้ว พร้อมทุ่มงบ 120 ล้านบาท จัดแคมเปญเอาใจนักช้อป หวังดันรายได้ไตรมาส
4/53 แตะ 200-300 ล้านบาท

นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) กล่าวว่า
แม้ว่าเซ็นทรัลเวิลด์จะปิดปรับปรุงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาและเซ็นทรัลลาดพร้าว อยู่ระหว่าง
เตรียมการปิดซ่อมแซมในต้นปีหน้า แต่บริษัทฯยังมองว่ารายได้รวมของกลุ่ม CPN ในปีนี้จะโต
เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน โดยในไตรมาสสุดท้ายจะมีการรับรู้รายได้จากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
เข้ามาประมาณ 200-300 ล้านบาท หลังจากใช้งบปรับปรุงไป 2 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทฯ
ได้จัดสรรงบทางด้านความปลอดภัยประมาณ 20-30 ล้านบาท สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ทั้งนี้ภายหลังจากที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์กลับมาให้บริการได้ตามปกตินับตั้งแต่ต้น
เดือนตุลาคมเป็นต้นไปจนถึงสิ้นปีนี้ คาดว่าจะทำให้บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้เพิ่มเข้ามาประมาณ
200 ล้านบาท จากปกติที่บริษัทฯ จะมีรายได้เฉลี่ยจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 500-600 ล้าน
บาทต่อปี โดยคาดว่ารายได้จากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จะกลับมาสู่ภาวะปกติในปี 2554
ทั้งนี้สัดส่วนรายได้จากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ถือว่าสูงเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม
เซ็นทรัลพัฒนา โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 15% ของรายได้รวม



รายงาน โดย ชัชชญา อังคุลี
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 12:08:49

โบรกฯ แนะซื้อ CPN หลังได้ฤกษ์เปิด 'เซ็นทรัลเวิลด์'

โบรกฯ แนะซื้อ CPN หลังได้ฤกษ์เปิด 'เซ็นทรัลเวิลด์' วันแรก เชื่อหนุนรายได้
Q4/53 ฟื้น ปรับคำแนะนำเป็นซื้อ เป้าหมาย 38.40 บ.


ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ
CPN พบว่า ราคาปรับเพิ่มขึ้นในการซื้อขายเช้านี้ ก่อนที่จะผันผวน โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ห้าง
สรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิล์ด เปิดให้บริการ หลังปิดปรับปรุงจากเหตุเพลิงไหม้ในช่วงที่ผ่านมา
บทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ระบุว่า CPN ผลกระทบต่อรายได้จากการปิดปรับปรุงดังกล่าว
จะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวรายได้และผลประกอบการมีศักยภาพในการเติบ
โตต่อเนื่อง จากโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างพัฒนา และจะเปิดดำเนินการตามลำดับ
โดยยังคาดว่ากำไรปกติในปีนี้จะยังเติบโตได้ 14% จากปีที่ผ่านมา (ไม่นับรวมรายการพิเศษที่
เป็นกำไรจากการขายสาขาปิ่นเกล้า มูลค่า 3,200 ล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตต่อ
เนื่องอีกราว 18% ในปี 2554 ฉะนั้นจึงได้ปรับมาใช้ราคาเป้าหมายสำหรับในปีหน้าที่ 38.40
บาท และปรับคำแนะนำจาก 'ถือ' เป็น 'ซื้อ' สำหรับการลงทุนระยะยาว
ขณะเดียวกัน ยังประเมินว่า CPN รายได้ในอนาคตมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง
เพราะโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างการพัฒนามี 6 โครงการ ได้แก่ โรงแรมฮิลตัน พัทยา บีช
(เปิดพ.ย.2553) สาขาเชียงราย (เปิดเม.ย.2554) สาขาพิษณุโลก (เปิดก.ค.-ส.ค.2554) สาขา
พระราม 9 (เหิดธ.ค.2554) สาขาสุราษฎร์ธานี (เปิดปี 2555) และสาขาเชียงใหม่ (เปิดปี
2556) ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาในต่างประเทศอีก ทำให้พื้นที่ค้าปลีก
ให้เช่ารวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 31% จาก 9.7 แสนตรม. ในปีนี้ เป็น 1.27 ล้านตรม. ในปี 2556
ซึ่งจะสะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องของยอดขายในอนาคตของ CPN อีกด้วย
ณ เวลา 10.58 น. ราคาหุ้น CPN อยู่ที่ 29 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขายรวม
74.78 ล้านบาท





รายงาน โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ศุภวรรณ วราภรณ์
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:59:35

บล.ทิสโก้ : CPN แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 32 บาท

CPN : CentralWorld Plaza กลับมาเปิดอีกครั้งในวันนี้ (28 ก.ย.)
CentralWorld Plaza กลับมาเปิดอีกครั้งในวันนี้
วันนี้ (28 กันยายน 2553) CPN จะเปิด CentralWorld Plaza บางส่วน ซึ่งปิดมาตั้งแต่
กลุ่ม นปช. เริ่มชุมนุมที่แยกราชประสงค์ในต้นเดือนเมษายน โดยประมาณ 11% ของพื้นที่เช่า
ทั้งหมด (หรือราว 21,000 ตารางเมตร) ในโซน “Atrium” ประกอบด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ยัง
คงปิดให้บริการจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม นอกจากนี้ในส่วนของห้างสรรพสินค้า Zen ที่ยุบตัวลงมา
จะยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้จนกระทั่ง 3Q54 ตามข้อมูลของผู้บริหาร อัตราการเช่า
พื้นที่สำหรับพื้นที่ค้าปลีกที่จะเปิดในวันนี้อยู่ที่ 80% และน่าจะไต่ขึ้นเป็นระดับ 93% ภายในสิ้นปี
นี้ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับที่ CPN รายงานก่อนที่จะปิดให้บริการ หลังจากที่บริษัทไม่คิดค่าเช่า
เป็นเวลา 6 เดือน จะทำให้การคิดค่าเช่ากับลูกค้ากลับมาในระดับเดียวกับก่อนปิดสาขา
ด้วยสมมติฐานที่ว่า CPN สามารถรักษาอัตราค่าเช่าและอัตราการเช่าพื้นที่ไว้สำหรับช่วง
เวลาที่เหลือของปีนี้ เราเห็นโอกาสที่จะเกิด upside 3-4% ต่อประมาณการ EPS ปี 2553F ใน
ปัจจุบันของเรา บวกกับ upside 1-2% จากเงินค่าชดเชยของรัฐบาล (คิดเป็น 70% ของรายได้
ค่าเช่าระยะเวลา 1 เดือนที่ CentralWorld) เราไม่คาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะเพิ่มขึ้นมากนัก
หลังจากกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยในสิ้นปีนี้ เนื่องจากพื้นที่ปิดบริการกลับ
มาเปิดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานเทศกาล อาทิ ลานเบียร์ และงานปีใหม่ ซึ่งปกติจะหนุนให้
คนเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดเรื่องเงินประกันภัย แต่น่าจะ
ทราบในสิ้นเดือนหน้านี้



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:53:04

SENA เล็งเปิด 3 โครงการใหม่ท้ายปี หนุนเป้าหมายโตแตะ 1.5 พันลบ.ตามเป้า

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดี
เวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานตลอดช่วงเวลาที่
เหลือของปีนี้บริษัทฯ จะเปิดตัวที่อยู่อาศัย 3 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ที่
เจริญนคร พื้นที่ราว 7,000 ตารางเมตร มูลค่า 500 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม ทำเลย่าน
สุขุมวิท 113 มูลค่า 400 ล้านบาท และโครงการแนวราบย่านรามอินทรา อีก 1 โครงการ จาก
ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการใต้บริหารการจัดการจำนวนทั้งสิ้น 14 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม
7,294 ล้านบาท พร้อมกันนี้มั่นใจว่าผลการดำเนินงานปีนี้จะยังคงเติบโตได้ 20% แตะระดับ
1,500 ล้านบาท
อีกทั้งเชื่อว่าแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นจากโครงการใหม่ต่างๆ ที่เปิดตัว
ช่วยสร้างความคึกคักในตลาด รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวภายใต้
สถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะที่บริษัทฯ มีความร่วมมือกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัวแคม
เปญผ่อนหมดไว เสนาฯ จ่ายให้ 100 งวด ช่วยให้ลูกค้าได้มีกรรมสิทธิ์บ้านเร็วขึ้น 8 ปี เริ่มวันนี้
ถึง 20 ต.ค. 2553 โดยมี 3 โครงการที่เข้าร่วม คือ เสนาแกรนด์โฮม รังสิต, วิลลา รามอินทรา
เอ็กคลูซีฟ โซน และเสนากรีนวิลล์ บางนา-เทพารักษ์



รายงาน โดย เอกอนันต์ เสรีรัตนะชัย
เรียบเรียง โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อนุมัติ โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:35:48

THAI ดิ่ง 3% รับหุ้นเพิ่มทุนเข้าเทรดวันแรก โบรกฯ ยังแนะซื้อเป้าหมาย 47 บ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน)หรือ THAI ปรับตัว
ลดลงแรงในช่วงการซื้อขายภาคเช้าวันนี้ สวนทางภาวะตลาดโดยรวมที่ทรงตัว โดยราคาเปิดตลาด
ที่ 37.75 บาท หลังจากนั้นลดลงแตะ 37.50 บาท ก่อนที่จะรีบาวน์ขึ้นเล็กน้อย
ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเป็นเพราะวันนี้มีลูกหุ้นจากการเพิ่มทุนครั้ง
ล่าสุดที่ราคา 31 บาทต่อหุ้น เข้าซื้อขายเป็นวันแรก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นของนักลงทุนรายย่อย
จำนวน 15 ล้านหุ้น
บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า แนะนำซื้อ THAI ราคาเป้าหมาย 47 บาท แม้วันนี้จะ
มีหุ้นเพิ่มทุนใหม่ราคาจองซื้อที่ 31 บาทเข้าทำการซื้อขายในตลาด(ส่วนหนึ่งเป็นของนักลงทุน
รายย่อยที่จองซื้อรวม 15 ล้านหุ้น) แต่คาดว่ามี Dilution Effect ไม่มากนักเนื่องจากราคาปรับตัว
ลงไปก่อนหน้านี้แล้ว มีโอกาสเข้าซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงระหว่าง 34-37 บาท
ขณะที่มีปัจจัยบวกหนุนจากการที่บอร์ดอนุมัติการจัดหาวงเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทาง
การเงินกับสถาบันการเงินหลายแห่ง ด้านผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้มีปริมาณการ
ผลิตผู้โดยสารและปริมาณการขนส่งผู้โดยสารสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.98% และ
8.62% ขณะที่ (Cabin Factor) เฉลี่ย 73.67% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.50%
ล่าสุด ณ เวลา 10.13 น. ราคา THAI อยู่ที่ระดับ 38.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ
3.18% มีมูลค่าซื้อขาย 195.49 ล้านบาท



เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:14:45

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

SCCได้ดีราคาขายปูนเพิ่ม10%

กรุงเทพฯ--28 ก.ย.--ข่าวหุ้น



ดันกำไรทั้งปีแตะ2.6หมื่นล้านSCC ได้ดีราคาขายปูนซีเมนต์ขยับ 10% เฉลี่ยเพิ่มเป็น 1,800 บาท/ตัน หนุนให้รายได้ไตรมาส 4 สดใส ดันกำไรสุทธิปีนี้แตะ 2.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่แนวโน้มธุรกิจยังเป็นขาขึ้น เชื่ออีก 2 ปีข้างหน้ากำไรทำนิวไฮใหม่อีกครั้งที่ 4-5 หมื่นล้านบาท โบรกฯแนะซื้อลงทุนเป้าใหม่ 350 บาทนักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะ "ซื้อ" หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC โดยเตรียมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาที่ 350 บาท จากเดิม 300 บาท ด้วยความโดดเด่นของธุรกิจและการเติบโต แม้ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นจะปรับขึ้นไปค่อนข้างมากแล้ว แต่ยังสามารถซื้อลงทุนได้ เพราะแนวโน้มยังเป็นขาขึ้นในช่วงที่เหลือปี 2553 และจะเติบโตอย่างมากใน 2 ปีข้างหน้า (ปี 2554-55) เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ที่จะมีกำไรสูงสุดใหม่อีกครั้ง จากที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2544-49 กำไรของ SCC ถูกผลักดันโดยธุรกิจปิโตรเคมีและขึ้นไปสูงสุด 33,707 ล้านบาทในปี 2547ขณะที่ประเมินว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า กำไรของ SCC จะ! พุ่งขึ้นเป็น 40,000-50,000 ล้านบาท เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลการลงทุนในช่วงอดีตที่ผ่านมาที่ลงทุนไว้ 1.55 แสนล้านบาทในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมีหรือกระดาษ ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แต่ในปี 2553 ก็เป็นปีที่ดี โดยประเมินไว้ว่าจะมีกำไรสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท และในปี 2554 เพิ่มเป็น 3.2 หมื่นล้านบาทในช่วงเดือน ก.ย. 53 บริษัทได้ปรับราคาปูนซีเมนต์ขึ้นประมาณ 50 บาท/ตันอีกครั้ง จากในช่วงกลางเดือน ส.ค. 53 ปรับไปแล้วรอบหนึ่ง ทำให้ในช่วง 2 เดือน (ส.ค-ก.ย. 53) ราคาปูนซีเมนต์เป็น 50-250 บาท/ตัน โดยปูนตราเสือปรับขึ้น 100 บาท/ตัน ปูนตราช้างปรับขึ้น 300 บาท/ตัน ดังนั้น จะส่งผลต่อ EBITDA ดีขึ้น จากในปี 2552 ที่บริษัทมี EBITDA ในธุรกิจปูนซีเมนต์เท่ากับ 11,272 ล้านบาทขณะที่โครงการปิโตรเคมีปลายน้ำที่ถูกศาลสั่งระงับก่อนหน้านี้ ไม่ได้อยู่ใน 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง ซึ่งจะทำให้ SCC สามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ที่มีกำหนดในช่วงปลายปี 2553 และครึ่งแรกของปี 2554 ได้ ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่บริษัทจะไม่แนะนำลงทุนด้านบทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะ "ซื้อ" หุ้น SC! C โดยปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 366 บาท จากเดิม 333 บาท ตามการปรับประมา ณการกำไรสุทธิปี 2553-54 ขึ้น 4-7% สะท้อนสมมุติฐานธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยปรับเพิ่มปริมาณขายปูนซีเมนต์ในประเทศขึ้นเป็นเติบโต 10% ในปี 2553 และ 8% ในปี 2554 จากเดิม 5% และ 2% ตามลำดับ เนื่องจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการเร่งลงทุนในโครงการภาครัฐนอกจากนั้น EBITDA margin ของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นตามสมมุติฐานปริมาณขายและสัดส่วนยอดขายสินค้าที่เป็น Value added ที่มีมาร์จิ้นที่สูงขึ้นด้วย สำหรับราคาขายปูนซีเมนต์เฉลี่ยคาดว่าจะปรับขึ้นเป็น 1,800 บาทต่อตันในไตรมาส 4/53 (จากปัจจุบันที่ 1,600 บาทต่อตัน) ซึ่งผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีเป็นปัจจัยหนุน SCC ในระยะสั้นแม้ SCC จะมีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมีเก่า ซึ่งมีกำลังการผลิต Ethylene และ Propylene 40% ของทั้งหมดในไตรมาสที่ 4/53 เป็นเวลา 40 วัน แต่ผลกระทบจำกัดมาก เพราะบริษัทได้มีการผลิตสะสมสต๊อกไว้รองรับการปิดซ่อมบำรุงครั้งนี้แล้ว นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ที่มีกำลังการผลิต 60% ของทั้งหมดได้เพิ่มขึ้นเป็นระดับเต็ม! ที่แล้วทั้งนี้ กำไรสุทธิจากธุรกิจปิโตรเคมีคิดเป็น 40% ของกำไรสุทธิ SCC ในครึ่งปีแรก 2553 สำหรับ Spread ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลัก คือ HDPE ในไตรมาสที่ 3/53 อยู่ที่ 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ และ Spread HDPE เฉลี่ย YTD เท่ากับ 500 เหรียญสหรัฐต่อตันอย่างไรก็ตาม ปัญหามาบตาพุดที่คลี่คลายทำให้บริษัทจะได้เริ่มผลิตสินค้า Value added ที่มีมาร์จิ้นสูง (HVA) ทั้ง 4 โรงงานได้ตั้งแต่กลางปี 2554 เป็นต้นไป โดยได้รับประโยชน์จากดีมานด์ในธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีฟื้นตัวแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของการลงทุนในประเทศ โดยธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีทำรายได้คิดเป็น 63% ของรายได้รวม คาดการณ์ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2553-54 เท่ากันที่ 5% ต่อปี ดังนั้น จึงแนะนำ "ซื้อสะสม" เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับสูง--จบ--

PTT-PTTEPน่าซื้อ

กรุงเทพฯ--28 ก.ย.--ข่าวหุ้น



ราคาน้ำมันขาขึ้นสผ.รับรู้มอนทาราPTT-PTTEP น่าเก็บหลังรับอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขาขึ้น ขณะที่ปตท.สผ.เตรียมบันทึกเงินประกันจากแหล่งมอนทารากว่า 1,200 ล้านบาท หนุนกำไรไตรมาส 3/53 ยังสวย โบรกฯแนะซื้อสะสม PTTEP แนวต้าน 155 บาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปรับสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่กว่า 76 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นอกจากนี้ PTT ยังมีแนวโน้มรับรู้กำไรจาก PTTEP เพิ่มขึ้น หลังจากคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/53 ของ PTTEP จะบันทึกเงินชดเชยประกันภัยจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลและไฟไหม้ในโครงการมอนทาราประมาณ 788-1,260 ล้านบาทนอกจากนี้ ตามปริมาณการจำหน่ายปิโตรเลียมของ PTTEP ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก จากการเพิ่มปริมาณการจำหน่ายก๊าซฯของโครงการ MTJDA ในขณะที่ราคาจำหน่ายปิโตรเลียมคาดว่าจะยังสูงอยู่ตามราคาน้ำมันดิบ และราคาจำหน่ายก๊าซฯท! ี่ปรับเพิ่มขึ้นมาในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมานักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ภาพรวมของ PTTEP คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/53 จะยังออกมาดี และได้เงินประกันอีก 40 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงแนะนำ "ซื้อสะสม" ให้ราคาเป้าหมาย 195 บาทอย่างไรก็ตาม แม้มีความกังวลเกี่ยวกับการผลการสอบสวนมอนทาราเลื่อนประกาศไปเป็นสิ้นปีนี้ และการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายกรณีน้ำมันรั่วมอนทาราของรัฐบาลอินโดนีเชียยังไม่มีข้อสรุป แต่ยังเชื่อว่า 2 กรณีดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อบริษัทด้าน บล.ฟาร์อีสท์ แนะ "ซื้อเก็งกำไร" หุ้น PTTEP โดยราคาปัจจุบัน กำลังขึ้นมาสร้าง Price pattern ที่น่าจะส่งผลให้ราคา PTTEP กลับขึ้นไปที่แนวต้าน 155 บาทได้ไม่ยากนัก พร้อมให้แนวรับ 145-147บาท ส่วนแนวต้าน 152-155 บาทนายอัษฎากร ลิ้มปิติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ PTTEP กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ในไตรมาส 3/53 รายได้ของบริษัทจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายสูงขึ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ขณะที่ราคาก๊าซฯคาดว่าจะทรงตัวตามราคาน้ำมันโลกสำหรับทิศทางในไตรมาส 4/53 ถ้าหาก! โรงแยกก๊าซฯที่ 6 ของ ปตท.สามารถเปิดดำเนินการได้ จะทำให้ปริมาณการผลิตขอ งบริษัทดีขึ้น โดยทั้งปี 2553 คาดว่าปริมาณการขายจะสูงขึ้น 4-5% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.56 แสนบาร์เรลต่อวันส่วนความคืบหน้าแหล่งมอนทารา คาดว่ารัฐบาลออสเตรเลียจะมีข้อสรุปผลการตรวจสอบความเสียหายจากกรณีการรั่วไหลของน้ำมันและเหตุเพลิงไหม้แหล่งมอนทาราภายในเดือน ก.ย.นี้อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายเปิดดำเนินการผลิตในกลางปี 2554 ส่วนเรื่องเพิ่มเงินประกันหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบเรื่องที่ทางอินโดนีเซียฟ้องร้อง และบริษัทได้มีการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อติดตามสถานการณ์ในกรณีอินโดนีเซียที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย--จบ--

BAY : สู่ศักยภาพที่แท้จริง

          เราคงคำแนะนำ Buy หุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่ราคาเป้าหมาย 26 บาทในปี 2554 (PER 16x, PBV 1.5x) โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิของ BAY จะมีอัตราการเติบโต (เฉลี่ย 24%) ในปี 2553-2556 สูงกว่ากลุ่มธนาคาร ส่งผลให้ ROE มี upside สูง ขณะเดียวกันธุรกิจของธนาคารที่มีศักยภาพสูงได้แก่ธุรกิจ bancassurance และธุรกิจบัตรเครดิต นอกจากนี้ BAY ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติมทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง

          เป้าหมาย ROE ในสามอันดับแรกที่มีความเป็นไปได้

          คุณ Mark Arnold ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ (ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ในเดือน ม.ค.2553) ตั้งเป้าให้ BAY เพิ่ม ROE จาก 7.5% ในปี 2552 มาอยู่ในสามอันดับแรกของกลุ่มธนาคารภายในปี 2556 โดยเราคาดว่า BAY จะมี ROE เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในปี 2552 เป็น 13.3% ภายในปี 2556 ซึ่งน่าจะติดอยู่ในอันดับสามถึงอันดับสี่ของกลุ่ม ทั้งนี้ BAY เสร็จสิ้นกระบวนการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือ GE Group ในปี 2552 (บริษัทสุดท้ายคือ บริษัทจีอี มันนี่ (ประเทศไทย) ในเดือน พ.ย.2552)

          เราจึงคาดว่าธนาคารจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ในปี 2554 ซึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ bancassurance และการ cross-sell บัตรเครดิต เราประมาณการว่าอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม (เฉลี่ย +18%) และกำไรสุทธิ (เฉลี่ย +24%) ในปี 2553-2556 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคาร และกลายเป็นฐานรากของการเติบโตของ ROE ในอนาคต

          ธุรกิจ bancassurance มี upside แข็งแกร่ง

          เราคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ bancassurance ของ BAY จะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าใน 3 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันประมาณ 500-600 ล้านบาทต่อปี (ประมาณ 7% ของรายได้ค่าธรรมเนียม) และแม้ว่า BAY จะถือหุ้น 8.5% ในบริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซีพี (AACP) แต่ธนาคารไม่ได้มีข้อผูกมัดที่ต้องทำธุรกิจกับ AACP เพียงรายเดียวซึ่งต่างจากธนาคารอื่น โดย AACP มีการขายกรมธรรม์ผ่าน BAY น้อยกว่า 20% ของเบี้ยประกัน

          ขณะที่บริษัทประกันที่เป็นหุ้นส่วนกับธนาคารรายอื่นมียอดขายมากกว่า 50% ของเบี้ยประกันผ่านธนาคารที่เป็นหุ้นส่วน นอกจากนี้ BAY ยังมีการขายกรมธรรม์ของบริษัทประกันแห่งอื่นเช่น AIA เราจึงเชื่อว่าธนาคารมีโอกาสสูงในการขยายธุรกิจ bancassurance ผ่านทางความร่วมมือเพิ่มมากขึ้นกับ AACP หรือ AIA

          โอกาสในการ cross-sell บัตรเครดิต

          การควบรวมกิจการ GEMT ในเดือน พ.ย.2553 ส่งผลให้จำนวนบัตรเครดิตของ BAY เพิ่มขึ้นสามเท่าจากต่ำกว่า 900,000 ใบเป็น 2.6 ล้านใบ โดยบัญชีลูกค้าที่ได้จาก GEMT จะเป็นบัตรเครดิตที่ไม่ได้ออกโดยธนาคาร ตัวอย่างเช่นบัตร Central, Tesco, Power Buy และ Homepro รวมทั้งมีอัตราการใช้จ่ายผ่านบัตรไม่สูงเท่าบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคาร เนื่องจากมีการสร้างความผูกพันกับลูกค้าน้อยกว่า (customer engagement) ซึ่งเมื่อบัตรเครดิตเหล่านี้มาอยู่ภายใต้ BAY จะเป็นโอกาสที่ดีในการ cross-sell ผลิตภัณฑ์ของ BAY

          การลดค่าใช้จ่ายในอนาคต

          เราคาดจะเห็น BAY มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองลดลงในอนาคต โดย BAY มีเป้าหมายอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองต่อสินเชื่อสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 198bps ในปี 2553 (TISCO 120bps และค่าเฉลี่ยของกลุ่ม 60-80bps)

          ทั้งนี้ BAY จะทำการทบทวนนโยบายการตั้งสำรองในกลางปี 2554 ซึ่งเราคาดว่าจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองของธนาคารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ BAY ตั้งเป้าลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จาก 56% เป็น 50% ภายในปี 2558 โดยใน ปัจจุบัน ธนาคารมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการรวมศูนย์ข้อมูลของจีอี มันนี่ (จาก 5 เหลือ 2 แห่ง) และศูนย์บริการลูกค้า (จาก 4 เหลือ 1 แห่ง) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2555

          ที่มา...บล.กสิกรไทย--จบ--



          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/

PS กำไรโต (หุ้นเด่น)

PS กำไรโต    (หุ้นเด่น)
          บล.กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้น บ.พฤษาเรียลเอสเตรท (PS) โดยระบุว่า PS มียอด Presale ใน Q3/53 เบื้องต้นประมาณ 9,500 ล้านบาท เติบโต 58% yoy แต่ลดลง 17% qoq โดยมีสัดส่วนของแนวราบและแนวสูงเท่ากับ 77 : 23 ซึ่งใน Q3/53 PS เปิดโครงการใหม่ 13 โครงการแบ่งเป็น (บ้านเดี่ยว 1 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 9 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการและต่างประเทศ 1 โครงการ) มูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท ส่งผลให้ใน 9M/53 PS เปิดโครงการแล้วทั้งหมด 52 โครงการมูลค่า 39,000 ล้านบาทและมียอด Presale สะสมโดยประมาณเท่ากับ 29,500 ล้านบาทเติบโต 96% yoy และมากกว่าปี 2552 ทั้งปีที่ 22,775 ล้านบาท และ PS ยังคงตั้งเป้ายอด presale ของปี 2553 ที่ 35,000 ล้านบาท โดยเราประเมินว่า PS จะสามารถทำยอด Presale ได้ถึงเป้าจากยอดขายที่ดีขึ้นและจำนวนโครงการที่จะเปิดขายอีกกว่า 16 โครงการใน Q4/53

          แนวโน้มผลประกอบการ Q3/53 อ่อนตัว qoq แต่เติบโต yoy และจะกลับมาฟื้นตัวใน Q4/53 ใน Q3/53 แนวโน้มผลประกอบการคาดว่าจะอ่อนตัว qoq แต่เติบโต yoy เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากส่วนที่มาจากคอนโดมิเนียมที่คาดจะรับรู้เพียง 300 ล้านบาทเปรียบเทียบกับใน Q1/53 และ Q2/53 ที่มีรายได้จากคอนโดมิเนียมรับรู้ 1,566 ล้านบาทและ 603 ล้านบาทตามลำดับ นอกจากนี้การเปิดโครงการใหม่และการจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราปกติ ส่งผลทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตามเราคาดว่าผลประกอบการจะกลับมาโดดเด่นใน Q4/53 จากมูลค่า backlog สะสมที่จะสามารถรับรู้ได้ประมาณ 6,500 - 7,000 ล้านบาทโดยมีส่วนจากคอนโดมิเนียมที่จะรับรู้ประมาณ 1,800 ล้านบาท

          เราคงประมาณการของ PS ในปี 2553 ที่คาดรายได้เท่ากับ 25,923 ล้านบาทเติบโต 36.7% yoy และคาดกำไรสุทธิเท่ากับ 4,242 ล้านบาทเติบโต 17.1% yoy และในปี 2554 คาดรายได้และกำไรสุทธิจะเติบโต 9.2% yoy และ 12.9% yoy ตามลำดับเป็นเท่ากับ 28,302 ล้านบาทและ 4,790 ล้านบาทตามลำดับ ดังนั้นจากการประเมินมูลที่เหมาะสมโดยวิธี Forward PER ที่ 14 เท่า ได้ราคาเป้าหมายของปี 2554 ที่เท่ากับ 30.50 บาทต่อหุ้นและแนะนำ "ซื้อ"

          บล.กิมเอ็ง--จบ--

BANPUแตกพาร์



          กรุงเทพฯ--28 ก.ย.--ข่าวหุ้น

          รอราคาทะลุ800บ.BANPUเตรียมแตกพาร์ รอราคาหุ้นวิ่งแตะ 800 บาท เพื่อหวังเพิ่มสภาพคล่อง หากแตกเป็นพาร์ 5 บาท จำนวนหุ้นจะเพิ่มเป็น 543.5 ล้านหุ้น ส่วนราคาจะปรับเป็น 400  บาท ด้าน บล.เมอร์ริล ลินช์ (ML) ปรับเป้าใหม่เป็น 832 บาท มองอนาคตสวยหรู  ส่วน บล.กิมเอ็งให้ราคาใหม่สูงสุด810 บาท แถมไม่รวม Centennial coal อีก 80 บาท  จับตา BANP13CA กับ BANP13CB ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม BANPUแหล่งข่าวจากวงการตลาดทุน เปิดเผยว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU อย่างต่อเนื่องและสามารถยืนเหนือราคา 700 บาทได้ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะทำการแตกพาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้หุ้น จากปัจจุบันมีหุ้นจดทะเบียนจำนวน 271.75 ล้านหุ้น พาร์ 10 บาท“หากแตกพาร์เป็น 5 บาท จำนวนหุ้น BANPUจะเพิ่มขึ้นจาก 271.75 ล้านหุ้น เป็น  543.5  ล้านหุ้น แต่ถ้าหากแตกเป็น 1บาท จำนวนหุ้นจะเป็น 2,717 ล้านหุ้น” แหล่งข่าวกล่าวปัจจุบันราคาหุ้น BANPU เป็นหุ้นที่ราคาสูงสุดในกระดานแล้ว ส่วนราคาแตกพาร์จะอยู่ที่ประมาณ 800 บาท ซึ่งถ้าหากแตกเหลือพาร์ 5 บาท ราคาจะอยู่ที่ 400  บาท แต่ถ้าหากแตกเหลือพาร์ 1 บาท ราคาหุ้นจะปรับเป็นที่ 80 บาทด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ จำกัด (ML) ปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2554 ขึ้นเป็น 2.39 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น  68.6% YoY  หลังรวมกำไรพิเศษจากการขาย ITMG ราว 1.13 หมื่นล้านบาท  และปรับเพิ่มยอดขายจาก 22 ล้านตันเป็น 22.9 ล้านตัน และราคาต่อตันเป็น 73 เหรียญสหรัฐ จาก 72  เหรียญสหรัฐขณะที่กำไรปี 2554 ปรับขึ้น 8% เป็น 2.08 หมื่นล้านบาท (เดิม 1.93 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเกิดจากการรวม Centennial Coal เข้ามาในงบการเงิน ML ให้ BANPU เป็น Best Pick ของการลงทุนในหุ้นถ่านหินเอเชีย ราคาในกระดานยังซื้อขาย P/E ปี 2553 ที่ 8.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ราว 10% ขณะที่กำไรปกติปีหน้าจะเพิ่มขึ้นถึง 64% YoY โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในเอเชีย ผลจากการปรับประมาณการ ได้เป้าหมายใหม่ที่ 832 บาท จากเดิม 734  บาท แนะนำ "ซื้อ"บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า แนะนำซื้อ หุ้น BANPU โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่ หลังจากการเข้าถือครองหุ้นใน Centennial Coal (CEY) ได้ถึง 53.73% แล้ว  จากการซื้อหุ้นในสัดส่วนดังกล่าว ประเมินราคาหุ้น BANPU ใหม่เป็น 816 บาท เพิ่มขึ้น 19.9% จากราคาประเมินครั้งก่อนที่ 784 บาท ซึ่งถ้าซื้อกิจการได้ทั้งหมด ราคา BANPU จะอยู่ที่ระดับ 860 บาทด้าน บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับราคาเป้าหมายหุ้น BANPU ใหม่ เป็น 810 บาท โดยยังไม่รวมCentennial coal อีก 80 บาท จากปริมาณสำรองถ่านหินของ Centennial ทั้งหมด 420 ล้านตัน จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองถ่านหิน (reserves) ให้กับ BANPU ได้ 70% จากปริมาณสำรองที่ BANPU มีอยู่ในปัจจุบัน 599.2 ล้านตัน รวมเป็นปริมาณสำรอง 1,019 ล้านตัน ซึ่งหากคำนวณจากกำลังการผลิตปัจจุบันของ BANPU ที่ 28.5 ล้านตัน (รวมเหมืองในจีน) และ Centennial ที่ 16 ล้านตัน ปริมาณสำรองที่มีอยู่จะใช้ผลิตได้ประมาณ 23 ปี เพิ่มขึ้นจาก 17 ปีคาดกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการจำหน่ายหุ้น ITM ในไตรมาส 3/53 โดยประเมินว่าหาก BANPU สามารถซื้อเหมือง Centennial coal ได้หมดจะทำให้บริษัทสามารถรับรู้ผลกำไรเข้ามาได้อย่างน้อยปีละประมาณ 2 พันล้านบาท หรือ 7.36 บาทต่อหุ้น และช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นให้กับ BANPU ได้ประมาณ 80 บาท จากมูลค่าที่เหมาะสมตามวิธี sum-of-the-part ก่อนรวมเหมือง CEY ที่ 810 บาทสำหรับราคาหุ้นสามัญบ้านปู รุ่น A ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ BANP13CA ปิดที่ 6.35 บาท เพิ่มขึ้น 0.80 บาท หรือ 14.41% มูลค่าการซื้อขาย 29.89 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้นสามัญบ้านปู รุ่น B ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ BANP13CB ราคาปิดที่ 4.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.68 บาท หรือ 19.88% มูลค่าการซื้อขาย 310 ล้านบาทการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นสามัญ (BANPU) ทำให้ราคาหุ้นสามัญ บ้านปู รุ่น A กับ B (BANP13CA กับBANP13CB) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากเป็นตราสารอนุพันธ์ที่จะปรับตัวขึ้นตามราคาหุ้นแม่ในกระดาน ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อดูจากมูลค่าการซื้อขายต่อวัน--จบ--

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

เพิ่มราคาเป้าหมาย CK เป็น 12.70 บ. หลัง Backlog แสนล้าน

  โบรกฯปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย CK เป็น 12.70 บ. หลัง Backlog สิ้นปีแตะระดับ 1 แสน
ล้านบาท
 บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ได้ปรับราคาเป้าหมาย CK ขึ้นเป็น 12.70
บาท เนื่องจากมีโครงการรอเซ็นสัญญา 5 โครงการรวม 97,035 ล้านบาท คาดเซ็นได้ทั้งหมด
ภายในปีนี้ ซึ่งหากเซ็นได้ทั้งหมดในปีนี้ จะทำให้ Backlog สิ้นปี 10 ขึ้นสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท
แนวโน้มผลประกอบการ 2H10 น่ากลับมาเป็นกำไร และจะดีขึ้นมากในปี 2011 จากโครงการรถ
ไฟฟ้าและไซยะบุรี




   

เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ    โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com


ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   27/09/10   เวลา   9:38:33

รอชมทีเด็ด DTAC ในงบ Q3/53 3 G ไม่ประมูลไม่ถึงตาย โบรกชี้เป้าหมาย 50 บ.

2 ค่ายวิเคราะห์สะกิดนักลงทุนรอชมทีเด็ดงบ Q3/53 คาดกำไรกว่า 3.1 พันล้าน
ทุบสถิติใหม่รอบ 2 ปี กำไรพิเศษวิ่งชนอุตลุดร่วมกว่า 6.5 ร้อยล้าน ทั้งขายตึกชัย
- บันทึกค่าเชื่อมโยงเครือข่ายจากฮัทช์-ดาต้าโกยไม่หยุด-คุมต้นทุนอยู่หมัดดันมาร์จิ้น
กระฉูด แถมอาจปันผลอย่างสาสม ส่วนผลงานปีถัดๆไป มีแววแผ่วหลังหมดเวลาสิทธิ
ประโยชน์ภาษี ขณะที่ประเด็น 3G สะดุด ทำหุ้นลดความน่าเร้าใจบ้าง จึงแนะ “ซื้อเก็งกำไร”
หรือ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ราคาเหมาะสม 44.00-50.00 บาท
   
   

ที่มา อินเวสเตอร์ สเตชั่น     วันที่   27/09/10   เวลา   9:18:24

รอชมทีเด็ด DTAC ในงบ Q3/53 3Gไม่ประมูลไม่ถึงตาย โบรกชี้เป้าหมาย 50 บ.

2 ค่ายวิเคราะห์สะกิดนักลงทุนรอชมทีเด็ดงบ Q3/53 คาดกำไรกว่า 3.1 พันล้าน ทุบสถิติใหม่รอบ 2 ปี กำไรพิเศษวิ่งชนอุตลุดร่วมกว่า 6.5 ร้อยล้าน ทั้งขายตึกชัย - บันทึกค่าเชื่อมโยงเครือข่ายจากฮัทช์ - ดาต้าโกยไม่หยุด - คุมต้นทุนอยู่หมัดดันมาร์จิ้นกระฉูด แถมอาจปันผลอย่างสาสม ส่วนผลงานปีถัดๆ ไป มีแววแผ่วหลังหมดเวลาสิทธิประโยชน์ภาษี ขณะที่ประเด็น 3G สะดุด ทำหุ้นลดความน่าเร้าใจบ้าง จึงแนะ "ซื้อเก็งกำไร" หรือ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" ราคาเหมาะสม 44.00 - 50.00 บาทบล.คันทรี่ กรุ๊ป คาดกำไรสุทธิ 3Q53 ของ DTAC อยู่ที่ 3,105 ล้านบาท (+91% YoY และ +28%QoQ) เหตุผลสำคัญที่ ผลประกอบการไตรมาสนี้น่าเติบโตโดดเด่นมาจาก
          1) การรับรู้กำไรพิเศษ ทั้งจากการขายตึกชัย จำนวน 150 ล้านบาท และการบันทึกรายได้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสุทธิ (Net IC) จาก HUTCH ย้อนหลัง ตั้งแต่ ธ.ค. 52 - มิ.ย. 53 จำนวน 650 ล้านบาท
          2.) รายได้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสุทธิ (Net IC) คาดว่าจะพลิกจาก   -82 ล้านบาท ใน 2Q53 เป็น +20 ล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้ Net IC ปกติ จาก HUTCH เข้ามาในไตรมาสนี้ประมาณ 120 ล้านบาท
          3.) รายได้บริการด้านข้อมูล (Data Service Revenue) ยังคงเติบโตสูงในระดับ 18%YoY
          4.) ค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่ยังคงลดลงต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้ EBITDA Margin ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 39.4% เป็น 44.4%
          ทั้งนี้เนื่องจากในไตรมาส 3/53 จะมีการบันทึกรายได้พิเศษสูงถึง 678 ล้านบาท ประกอบกับการรับรู้ Net IC จาก HUTCH อีกราวไตรมาสละ 120 ล้านบาท ตั้งแต่ 3Q53 ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับประมาณการกำไรในปี 53 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 8,773 ล้านบาท (EPS 3.71 บาท) เป็น 10,650 ล้านบาท (EPS 4.50 บาท) เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และ Net IC ที่เป็นบวก โดยกำไรในปี 53 ถือว่าเป็นกำไรรายปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ
          ขณะที่ประเมินว่าจะจ่ายปันผล (Div. Payout Ratio 50%) ที่ 2.25 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.7% ต่อปี สำหรับในปี 54 คาดกว่ากำไรมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีจ่ายจาก 25% เป็น 30% และการปรับส่วนแบ่งรายได้จาก 25% เป็น 30% ตั้งแต่ ก.ย. 54
          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 3/53 และ 4/53 ของ DTAC คาดว่าจะออกมาดี แต่เนื่องจากมีปัจจัยลบจากการเลื่อนประมูลใบอนุญาต 3G-2.1GHz ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งถ้าหากต้องรอการจัดตั้ง กสทช. เพื่อมาทำหน้าที่ประมูลใบอนุญาต 3G ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกราว 2 ปี กว่าที่จะมี 3G-2.1GHz ในประเทศไทย ดังนั้นจึงแนะนำเพียง "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" ที่ราคาเหมาะสม 46 บาท เพื่อรับปันผลอัตรา 5.7% ต่อปี และรอประเด็นบวกใหม่ๆ
          ด้าน บล.โกลเบล็ก คาดผลประกอบการ 3Q53 จะมีกำไรสุทธิ 3.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 90%YoY และ 27%QoQ เนื่องจากจะมีการบันทึกรายการพิเศษเข้ามาค่อนข้างมาก ทั้งการบันทึก Net IC ของ HUTCH ย้อนหลังตั้งแต่ ธ.ค. 52 - มิ.ย. 53 ประมาณ 650 ล้านบาท บันทึกกำไรจากการขายตึกชัยจำนวน 150 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการปกติคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อย ทั้งนี้คาดกำไรของ DTAC ในปี 53 ที่ 10,216 ล้านบาท เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 54%YoY
          อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรปี 54 - 55 จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 54 DTAC จะกลับมาจ่ายภาษีที่ 30% จากปัจจุบันที่ 25% และตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 54 จะมีการปรับอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิมที่จ่าย 25% สำหรับเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 53 คาดจะจ่าย 2.15 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 5.5% ทั้งนี้ อายุสัญญาสัมปทานของ DTAC จะสิ้นสุดในปี 2561 จึงปรับลดคำแนะนำจากเดิม ซื้อ เป็น ซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสมในปี 54 ที่ 44 บาท
          ฟากบล.ธนชาต ระบุว่า แนะนำซื้อ DTAC ราคาเป้าหมาย 50 บาท การประมูล 3G จะล่าช้าออกไปจนถึงปี 55 ภายใต้องค์กรใหม่คือ กสทช. ภายใต้สถานการณ์ 2G แต่ยังมองเป็นหนึ่งในหุ้น ทางเลือกที่ดีเพราะจากการจ่ายเงินปันผลพิเศษ--จบ--

         ที่มา: หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

KH แข็งแกร่ง-ปลอดภัย-ไม่ผิดหวัง

24 กันยายน 2553 08:59






นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า โครงการประกันสุขภาพ ที่ ครม. อนุมัติปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัว 6% จากปีก่อน เป็น 2,456 บาท แล้ว รวมทั้งขยายสิทธิให้แก่ข้าราชการและครอบครัว เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลเอกชนได้มากขึ้น จากเดิมที่กำหนดว่าจะเบิกได้เฉพาะกรณีอุบัติเหตุที่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเท่านั้น โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2553 นี้เป็นต้นไป ทำให้คาดว่าโครงการของรัฐดังกล่าวจะส่งผลดีต่อ KH เพราะเป็น ร.พ. ที่เข้าร่วมทั้งโครงการประกันสังคม และประกันสุขภาพ



โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวข้างต้นจะส่งผลต่อผลประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 3/53 เติบโตดีขึ้น และยังคาดหมายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการงวดครึ่งปีหลังอีกราว 0.10 บาท/หุ้น ดังนั้นคงคำแนะนำซื้อ โดยให้แนวรับ 6.30 บาท แนวต้าน 7.60 บาท



ทั้งนี้ KH ประกอบธุรกิจในรูปของกลุ่มโรงพยาบาล (Chain Hospital) มีโรงพยาบาลเครือ 6 สาขา 6 แห่ง ได้แก่ รพ.เกษมราษฎร์บางแค, รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น, รพ.เกษมราษฎร์ สุขาภิบาล 3, รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์, รพ.เกษมราษฎร์ สระบุรี และรพ.เกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ จากที่ภาครัฐมีโครงการเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันสังคม 4 รายการ คือ ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์บุตร ค่าทันตกรรมและค่ารักษากรณีทุพพลภาพ รวมทั้งเพิ่มสิทธิ 2 รายการ คือ การใส่รากฟันเทียมและการรักษาโรคจิต ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตราค่าเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อน เป็น 2,099 บาท


ด้าน บล.กสิกรไทย ระบุว่า สัญญาณทางเทคนิคของราคาหุ้น KH ทะลุ 6.4 บาท ลุ้นไปต่อที่ 6.75-7.3 บาท


ก่อนหน้านี้ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (KH) ผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือรพ.เกษมราษฎร์ กล่าวว่า รายได้ปี 53 ของเครือ KH จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 4.7 พันล้านบาท เหตุผลหลักมาจากรายได้จากคนไข้จากบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคจะหายไปหลังจากที่บริษัทตัดสินใจเริ่มทยอยยกเลิกการให้บริการตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่ายกเลิกครบทุกแห่งในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ แต่ในแง่กำไร เห็นได้ชัดว่าครึ่งปีหลังกำไรจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่มีกำไรสุทธิ 302 ล้านบาท เพราะมีคนไข้ทั่วไปเข้ามาแทน ทำให้ EBITDA margin สูงขึ้นกว่าปีก่อนที่อยู่ 34% และคาดหวังว่าจะทำให้ผลกำไรสุทธิทั้งปี 53 ดีกว่าปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 605 ล้านบาท



โดยสิ้นปี 53 สัดส่วนคนไข้ของโรงพยาบาลทั้งเครือจะเปลี่ยนไป โดยคนไข้ทั่วไป(จ่ายเงินสด)มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 65-70% และคนไข้ประกันสังคม 25% จากเดิมมีสัดส่วนคนไข้ทั่วไป 60% คนไข้ประกันสังคม 25% และคนไข้บัตรทอง 15% ซึ่งคาดว่าคนไข้ทั่วไปจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตสำหรับปี 54 คาดว่าบริษัทจะกลับมามีการเติบโตปกติ โดยรายได้น่าจะเติบโต 10-15% ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนยกระดับ รพ.เกษมราษฎร์ ขึ้นเป็น B+ จาก ระดับ B หรือระดับกลาง



ปัจจุบัน KH มีรพ.เกษมราษฏร์ 6 แห่ง ได้แก่ ประชาชื่น, สุขาภิบาล 3 ,บางแค , รัตนาธิเบศร์ , จ.สระบุรี , ศรีบุรินทร์ (จ.เชียงราย ทั้งหมดมีประมาณ 2 พันเตียง