วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

SCCได้ดีราคาขายปูนเพิ่ม10%

กรุงเทพฯ--28 ก.ย.--ข่าวหุ้น



ดันกำไรทั้งปีแตะ2.6หมื่นล้านSCC ได้ดีราคาขายปูนซีเมนต์ขยับ 10% เฉลี่ยเพิ่มเป็น 1,800 บาท/ตัน หนุนให้รายได้ไตรมาส 4 สดใส ดันกำไรสุทธิปีนี้แตะ 2.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่แนวโน้มธุรกิจยังเป็นขาขึ้น เชื่ออีก 2 ปีข้างหน้ากำไรทำนิวไฮใหม่อีกครั้งที่ 4-5 หมื่นล้านบาท โบรกฯแนะซื้อลงทุนเป้าใหม่ 350 บาทนักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะ "ซื้อ" หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC โดยเตรียมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาที่ 350 บาท จากเดิม 300 บาท ด้วยความโดดเด่นของธุรกิจและการเติบโต แม้ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นจะปรับขึ้นไปค่อนข้างมากแล้ว แต่ยังสามารถซื้อลงทุนได้ เพราะแนวโน้มยังเป็นขาขึ้นในช่วงที่เหลือปี 2553 และจะเติบโตอย่างมากใน 2 ปีข้างหน้า (ปี 2554-55) เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ที่จะมีกำไรสูงสุดใหม่อีกครั้ง จากที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2544-49 กำไรของ SCC ถูกผลักดันโดยธุรกิจปิโตรเคมีและขึ้นไปสูงสุด 33,707 ล้านบาทในปี 2547ขณะที่ประเมินว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า กำไรของ SCC จะ! พุ่งขึ้นเป็น 40,000-50,000 ล้านบาท เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลการลงทุนในช่วงอดีตที่ผ่านมาที่ลงทุนไว้ 1.55 แสนล้านบาทในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมีหรือกระดาษ ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แต่ในปี 2553 ก็เป็นปีที่ดี โดยประเมินไว้ว่าจะมีกำไรสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท และในปี 2554 เพิ่มเป็น 3.2 หมื่นล้านบาทในช่วงเดือน ก.ย. 53 บริษัทได้ปรับราคาปูนซีเมนต์ขึ้นประมาณ 50 บาท/ตันอีกครั้ง จากในช่วงกลางเดือน ส.ค. 53 ปรับไปแล้วรอบหนึ่ง ทำให้ในช่วง 2 เดือน (ส.ค-ก.ย. 53) ราคาปูนซีเมนต์เป็น 50-250 บาท/ตัน โดยปูนตราเสือปรับขึ้น 100 บาท/ตัน ปูนตราช้างปรับขึ้น 300 บาท/ตัน ดังนั้น จะส่งผลต่อ EBITDA ดีขึ้น จากในปี 2552 ที่บริษัทมี EBITDA ในธุรกิจปูนซีเมนต์เท่ากับ 11,272 ล้านบาทขณะที่โครงการปิโตรเคมีปลายน้ำที่ถูกศาลสั่งระงับก่อนหน้านี้ ไม่ได้อยู่ใน 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง ซึ่งจะทำให้ SCC สามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ที่มีกำหนดในช่วงปลายปี 2553 และครึ่งแรกของปี 2554 ได้ ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่บริษัทจะไม่แนะนำลงทุนด้านบทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะ "ซื้อ" หุ้น SC! C โดยปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 366 บาท จากเดิม 333 บาท ตามการปรับประมา ณการกำไรสุทธิปี 2553-54 ขึ้น 4-7% สะท้อนสมมุติฐานธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยปรับเพิ่มปริมาณขายปูนซีเมนต์ในประเทศขึ้นเป็นเติบโต 10% ในปี 2553 และ 8% ในปี 2554 จากเดิม 5% และ 2% ตามลำดับ เนื่องจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการเร่งลงทุนในโครงการภาครัฐนอกจากนั้น EBITDA margin ของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นตามสมมุติฐานปริมาณขายและสัดส่วนยอดขายสินค้าที่เป็น Value added ที่มีมาร์จิ้นที่สูงขึ้นด้วย สำหรับราคาขายปูนซีเมนต์เฉลี่ยคาดว่าจะปรับขึ้นเป็น 1,800 บาทต่อตันในไตรมาส 4/53 (จากปัจจุบันที่ 1,600 บาทต่อตัน) ซึ่งผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีเป็นปัจจัยหนุน SCC ในระยะสั้นแม้ SCC จะมีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมีเก่า ซึ่งมีกำลังการผลิต Ethylene และ Propylene 40% ของทั้งหมดในไตรมาสที่ 4/53 เป็นเวลา 40 วัน แต่ผลกระทบจำกัดมาก เพราะบริษัทได้มีการผลิตสะสมสต๊อกไว้รองรับการปิดซ่อมบำรุงครั้งนี้แล้ว นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ที่มีกำลังการผลิต 60% ของทั้งหมดได้เพิ่มขึ้นเป็นระดับเต็ม! ที่แล้วทั้งนี้ กำไรสุทธิจากธุรกิจปิโตรเคมีคิดเป็น 40% ของกำไรสุทธิ SCC ในครึ่งปีแรก 2553 สำหรับ Spread ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลัก คือ HDPE ในไตรมาสที่ 3/53 อยู่ที่ 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ และ Spread HDPE เฉลี่ย YTD เท่ากับ 500 เหรียญสหรัฐต่อตันอย่างไรก็ตาม ปัญหามาบตาพุดที่คลี่คลายทำให้บริษัทจะได้เริ่มผลิตสินค้า Value added ที่มีมาร์จิ้นสูง (HVA) ทั้ง 4 โรงงานได้ตั้งแต่กลางปี 2554 เป็นต้นไป โดยได้รับประโยชน์จากดีมานด์ในธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีฟื้นตัวแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของการลงทุนในประเทศ โดยธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีทำรายได้คิดเป็น 63% ของรายได้รวม คาดการณ์ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2553-54 เท่ากันที่ 5% ต่อปี ดังนั้น จึงแนะนำ "ซื้อสะสม" เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับสูง--จบ--

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น