วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

KASETได้เวลาบุกอาเซียน

21 กันยายน 2553 10:13




ทันหุ้น – “ไทยฮา” ซุ่มเจรจาลูกค้ากลุ่มอาเซียน ประเดิมลัดเลาะไปในพม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม หลังเล็งเห็นความต้องการใกล้เคียงกับคนไทย ขณะที่ไตรมาส 3/53 และต้นไตรมาส 4/53 ยืนยันไร้ผลกระทบเงินบาทแข็งค่า แม้จะส่งออกถึง 50% พร้อมการันตีครึ่งปีหลังเจิดจรัสกว่าครึ่งปีแรก มั่นใจทั้งปีกวาดรายได้ 2.1 พันล้านบาท นักวิเคราะห์เชียร์ “ซื้อ” เล็งแนวรับ 6.00 บาท ต้าน 6.40 บาท
นายสมฤกษ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปขยายตลาดในกลุ่มอาเซียนทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันได้เข้าไปเจรจาหาตัวแทนจำหน่ายในประเทศพม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยคาดว่าในต้นปี 2554 บริษัทจะนำสินค้าเข้าไปขายในประเทศดังกล่าว ซึ่งครั้งแรกอาจจะมียอดขายไม่มากนัก แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีความต้องการสินค้าใกล้เคียงกับประเทศไทย ส่วนสินค้าที่บริษัทจะมีการนำเข้าไปขายนั้นจะเป็นประเภทวุ้นเส้น และโจ๊กที่เป็นสินค้าเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท
สำหรับอัตราเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ บริษัท เชื่อในระยะสั้นจะมีผลกระทบต่อธุรกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากได้มีการทำประกันความเสี่ยงในการซื้ออัตราแลกเปลี่ยน(ฟอร์เวิร์ด) ไว้ล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน จึงทำให้ไตรมาส 3/2553 บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจนถึงต้นไตรมาส 4/2553 ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนรายได้การส่งออกอยู่ที่ 50% ที่เหลือเป็นการขายสินค้าภายในประเทศ
“ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นแต่ในช่วงไตรมาส 3/2553 และไตรมาส 4/2553 ในช่วงแรกจะไม่ได้รับผลกระทบแต่ระยะยาวไม่แน่ ขณะที่ในไตรมาส 3/2553 เราคาดว่าจะอยู่ในทิศทางที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา” นายสมฤกษ์ กล่าว
***ยอดขายครึ่งปีหลังแจ่ม*** สำหรับยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทคาดว่าจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรกที่ทำได้ประมาณ 813 ล้านบาท เพราะในไตรมาส 4 /2553 ของทุกปีจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ประกอบกับความต้องการภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่องจนไม่สามารถผลิตได้ทันตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ส่วนทั้งปียังค่อนข้างมั่นใจว่ารายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ระดับ 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ทำได้1.8 พันล้านบาท
"ปีนี้ถือว่าสินค้าของเราได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีดังจะเห็นได้จากออร์เดอร์ที่เข้ามาค่อนข้างเยอะจนผลิตไม่ทันพอส่งกับลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของสินค้าแล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2553 แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างทดสอบระบบผลิต และคาดว่าจะเปิดเดินเครื่องได้ราวไตรมาส 4/2553 ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตของเราคิดเป็นมูลค่าเพิ่มกว่า 500 ล้านบาท จากเดิมที่ 300 - 400 ล้านบาท และน่าจะเพียงพอกับออร์เดอร์ในประเทศ" นายสมฤกษ์ กล่าว
นอกจากนี้ในปี 2553 บริษัทได้ตั้งงบลงทุนในการซื้อเครื่องจักรและพัฒนาสินค้ารวมทั้งกิจกรรมทางการตลาดทั้งหมดประมาณ 40 ล้านบาท และบริษัทได้ใช้งบส่วนนี้ไปแล้ว 30 กว่าล้านบาท โดยเครื่องจักรที่บริษัทนำเข้ามาจะใช้ในการผลิตสินค้าประเภทวุ้นเส้นและโจ๊ก เป็นต้น
***ปี 2554 เล็งแตกไลน์สินค้าใหม่***ทั้งนี้ปี 2554 บริษัทมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสกัดจากข้าว ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยสินค้าดังกล่าวจะเจาะกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพ ขณะที่ในส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ข้าว(NON RICE)จะมีการออกโจ๊กรสแซบแบบซองวางตลาดในไตรมาส 4/2553
สำหรับความคืบหน้าลูกค้าใหม่ในประเทศจีนนั้นปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา และในสัปดาห์หน้าบริษัทจะเข้าไปเจรจาที่เมืองหูหนาน ซึ่งการไปในครั้งนี้จะเป็นการหาตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทนอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายและแนวทางการดำเนินธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเป็นผู้นำในธุรกิจการส่งออกข้าวขาวหอมมะลิ โดยการสร้างตราสินค้าให้แข็งแกร่งในระดับโลก โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 80 ประเทศในปี 2553-2554 โดยวางแผนที่จะขยายไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง จีน และแอฟริกา
รวมทั้งขยายธุรกิจในส่วนของวุ้นเส้นถั่วเขียวเพื่อเพิ่มรายได้เป็น 200 ล้านบาทต่อปี ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยการสร้างตราสินค้าให้แข็งแกร่งในระดับประเทศ และขยายธุรกิจในส่วนของสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มรายได้เป็น 500 ล้านบาทต่อปี ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยการสร้างตราสินค้าให้แข็งแกร่งในระดับประเทศ และขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพและเกื้อกูลกันกับสายผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันอีก 3 สายผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใน 5 ปี
** PP รุกคืบเห็นผลไม่เกินเมษาปีหน้าสำหรับความคืบหน้าการขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง ( PP) จำนวน 27 ล้านหุ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 1 - 2 ราย ซึ่งคาดจะได้ความชัดเจนในเดือน เม.ย. 2554 หากทุกอย่างเป็นไปตามที่วางไว้บริษัทฯ มีแนวคิดจะนำเงินที่ได้ใช้ลงทุนพัฒนา ผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าของธุรกิจ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” เก็งกำไร KASET โดยมีแนวรับที่บริเวณ 6.00 บาท และแนวต้าน 6.40 บาท
ความเคลื่อนไหวของราคาปิด KASET วานนี้(20 ก.ย.53) อยู่ที่ 6.10 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2.04 ล้านบาท



http://www.thunhoon.com/colum/06361/06361.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น