วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดแผนกับ 'นายวินิจ แตงน้อย' EGCO

เปิดมุมมองของ 'คุณวินิจ แตงน้อย' กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด
(มหาชน) (EGCO) ถึงแผนการดำเนินงานในอนาคตก่อนแตะมือให้กับผู้บริหารคนใหม่ เพราะจะ
เกษียณในเดือนก.ย.ปีหน้า พร้อมยอมรับผลประกอบการครึ่งปีหลังชะลอตัว เหตุเป็นตามโครง
สร้างค่าไฟ และหยุดซ่อมบำรุง แต่การันปีปันผลปีนี้ไม่น้อยกว่าปีก่อนที่จ่ายในอัตราหุ้นละ 5.25
บาท/หุ้น

***วางแผนงานอะไรบ้างสำหรับ EGCO ก่อนที่จะเกษียณในปีหน้า

วางตั้งแต่โครงสร้างขององค์กรและยุทธศาสตร์ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงที่เข้า
มาดีมานด์ลดลง ไม่มีการเติบโต และช่วงระยะสั้น 3 ปีที่ผมเข้ามาจนถึงปีหน้า ตลาดในประเทศ
ถูกจำกัด ไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาเพราะความต้องการลดลง และ IPP รอบแรกมีคนได้ไปแล้ว
เราก็จึงมองธุรกิจต่างประเทศเป็นหลัก ปีแรกที่เข้ามาก็ Acquir โรงไฟฟ้าที่ฟิลิปปินส์ 1 โรง และ
ตอนนี้ดูที่อื่นอยู่เพิ่ม เพราะจะมีรายได้เข้ามาทันทีเพราะเป็นโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว ก็จะ
เสริมรายได้ของบริษัทฯ ในขณะเดียววันในช่วงหลังจากนี้จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศเป็น
หลัก ก็ดู SPP ที่จะเปิดประมูลในเร็วๆนี้ ซึ่งดูไว้ 2-3 โรงที่จะเข้าไปประมูล
ส่วนโครงการ Renewable ก็ทำ ตอนนี้ทำโซล่า ที่ลพบุรี โรงไฟฟ้าพลังงานแสง
อาทิตย์ 73 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในแถบอาเซียน ซึ่งเน้นไปที่ Acquir โรงไฟฟ้าในต่างประเทศ
รวมถึง SPP และ Renewable ในประเทศ
นอกจากนี้ ดูการต่อสัญญาโรงไฟฟ้าระยองและโรงไฟ้าขนอม ซึ่งโรงไฟฟ้าระยองจะ
หมดสัญญาปี 2557 และโรงไฟ้าขนอมจะหมดสัญญาปี 2559 ตามเงื่อนไขสัญญาเปิดไว้ว่า
สามารถเจรจากันได้ โดยจะต่อสัญญาอีก 5 ปีทั้ง 2 โรง แต่สำหรับโรงขนอม แผนพัฒนากำลัง
ผลิตไฟฟ้า (PDP) จะให้เพิ่มอีก 800 เมกะวัตต์ที่ภาคใต้ เพื่อใช้แก๊สจากโรงแยกแก๊สขนอม ก็
เป็นโอกาสดีเราอาจจะใช้โรงนี้สร้างโรงใหม่และเข้าแข่ง ซึ่งอยู่ที่กระทรวงพลังงานจะพิจารณาว่า
จะเปิดให้ต่อสัญญาหรือสร้างโรงใหม่ ซึ่งโรงไฟฟ้าระยองน่าจะสรุปได้ก่อน โดยระยองตามสัญญา
สิ้นปีนี้เสนอได้ แต่เราคาดว่าจะเสนอต้นปีหน้า ทั้งนี้กำลังการผลิตของระยองอยู่ที่ 1,200 เมกะ
วัตต์ ส่วนการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับดีมานด์ของประเทศและข้อเสนอของเราว่าเป็น
อย่างไร

***อัตราค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร

กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะว่าการลงทุนเพิ่มไม่มี มีลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่
ข้อเสียคือเป็นโรงไฟฟ้าเก่าที่มีประสิทธิต่ำกว่าโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะฉะนั้นค่าเชื้อเพลิงจะสูง แต่
ค่าอุปกรณ์ต่ำ ซึ่งต้องพิจารณาว่าเมื่อจะสามารถสู้โรงไฟฟ้าใหม่ได้หรือไม่

***ปัจจัยในการต่อสัญญาคืออะไร

อยู่ที่อัตราค่าไฟฟ้า และความต้องการของระบบด้วย แต่ปีนี้อัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
เกือบ 10% และแผน PDP ที่กำหนดไว้แล้ว มีโรง IPP ที่เลื่อน 2-3 โครงการ เพราะฉะนั้นอาจมี
ช่องว่างที่จะต้องการเข้าระบบ

***กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าขนอมอยู่ที่เท่าไหร่

กว่า 600 เมกะวัตต์ ซึ่งถ้าเพิ่มกำลังการผลิตอีก 800 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน
ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าช่วงปีหน้าน่าจะชัดเจนว่ารูปแบบทางกระทรวงเป็นอย่าง
ไร ซึ่งถ้าเป็นโรงใหม่ก็พร้อมเข้าแต่ถ้าเป็นโรงเดิมก็จะต่ออายุสัญญาตามปกติ

***สภาพคล่องทางการเงินเป็นอย่างไร

ปัจจุบันมี cash 7-8 พันล้านบาท แต่สิ่งสำคัญ คือ บริษัทฯมี D/E ต่ำ อยู่ที่ 0.2 เท่า มี
อำนาจในการกู้เงินสูง เพราะฐานการเงินมั่นคง เพราะมีรายได้เข้ามาแน่อนน ซึ่งอาจลดลงบ้างใน
ระยะนี้ เนื่องจากเป็นไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดย 10 ปีแรกจะสูง แต่15 ปีหลังจะต่ำ ซึ่งช่วงนี้
จะมีโรงไฟฟ้าใหม่ คือ BLCP ,แก่งคอย 2,น้ำเทิน2, โดยโรงไฟฟ้าจำพวกนี้ยังมีรายได้ที่ดีอยู่

***ความคืบหน้าการเจรจาซื้อหุ้นเพิ่ม ในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2

การเจรจาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 10% ในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 จากบมจ.อิตาเลียน
ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD)ปัจจุบันกระบวนการเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว โดยเหลือเพียงงานด้านเอกสาร
ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถเซ็นสัญญาได้ในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้บริษัทฯจะถือหุ้นโรงไฟฟ้าน้ำเทิน
2 เป็น 35% จากเดิม 20% โดยจะทำให้บริษัทฯจะรับรู้รายได้ตามสัญญาการถือหุ้นใหม่ในปี
2554

***การลงทุนต่างประเทศ

ตอนนี้ที่สำคัญคือ บริษัทฯจะซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 จากผู้ถือหุ้นรายเดิม โดยคาดว่าน่าจะ
เสร็จในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งปัจจุบันการเจรจาจบแล้ว เหลือเพียงงานทางด้านเอกสารตามกระบวน
การ ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆที่เคยบอกไว้ว่าน่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3/2553 ที่ฟิลิปปินส์
อินโดนีเซียและเวียดนาม ในกลุ่มนี้ซึ่งยังไม่ได้ระบุประเทศ โดยปัจจุบันที่ Active จะอยู่ที่
ฟิลิปปินส์ แต่ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าวต้องเลื่อนออกไป เพราะมีรายละเอียดที่ต้องดูเพิ่มเติม ซึ่ง
คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ โดยการลงทุนดังกล่าวเป็นโรงไฟฟ้าเก่าที่มีการเดินเครื่องอยู่แล้ว ซึ่ง
จะช่วยเสริมรายได้ให้กับบริษัทฯ ทั้งนี้จะเห็นความชัดเจนปลายปีนี้ เพราะการซื้อโรงไฟฟ้าต่าง
ประเทศต้องดูรายละเอียดมาก ทั้งสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และ กฎระเบียบด้านภาษี

***แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างไรบ้าง

ในช่วงครึ่งปีแรกมีกำไร 4.3 พันล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง
ประมาณ 6% โดยแนวโน้มไตรมาส 3 และ 4 กำไรน่าจะลดลง เพราะเป็นไปตามโครงสร้างค่า
ไฟฟ้า ประกอบกับการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาของโรงไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่า
ภาพรวมลดลงไม่มากนัก เพราะโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 เข้ามาช่วยส่วนหนึ่ง

***แล้วแนวโน้มไตรมาส 3/2553 เทียบไตรมาส 2/2553

ลดลง ซึ่งเป็นไปตามปกติ

***ปัจจุบันกำลังการผลิตรวมอยู่ที่เท่าไหร่

กำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 4.2 พันเมกะวัตต์ จำนวน 14 โรง โดยปลายปีหน้าจะมีกำลัง
การผลิตใหม่เข้ามาจาก NED ของโซล่าร์บางส่วนเข้ามา 2011-2012 จะมี โครงการ 8 พันล้าน
บาท บริษัทฯลงทุนตามสัดส่วนประมาณ 3 พันล้านบาท และมีโรงไฟฟ้าใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งจะ
ช่วยเสริมรายได้

***เปิดประมูล SPP เมื่อไหร่

เร็วๆนี้ ใช้เวลาเปิดประมาณ 50 วัน และพิจารณาและประกาศผล ราวต้นปีหน้า

***แผนขยายกำลังการผลิต 5 ปี (ตั้งแต่ 53-58)

แผนการลงทุนระยะยาวของ EGCO ตั้งเป้าใน 5 ปีเพิ่มอย่างน้อย 1 พันเมกะวัตต์ เรา
ไม่ได้เพิ่มอย่างก้าวกระโดดแต่เพิ่มในสิ่งที่เป็นไปได้ และไม่กระทบฐานะทางการเงิน ไม่กู้มาก
เกินไป โดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในแต่ละปีตั้งเป้าควรจะ
ได้ประมาณ 200-300 เมกะวัตต์ แล้วแต่โอกาสที่เอื้ออำนวย แต่ทั้งนี้บางปีอาจไม่ได้ แต่อีกปีก็
อาจเป็น 600 เมกะวัตต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวะ โดยเงินลงทุนสำหรับ 1 พันเมกะวัตต์ ประมาณ 1 พัน
ล้านเหรียญฯ ซึ่งฐานะทางการเงินของเราพร้อมที่จะเข้าลงทุนได้ถ้าเจอโครงการที่ดี โดยตอนนี้
มองการลงทุนต่างประเทศในระยะ 2-3 ปีนี้เป็นหลัก แต่ในระยะยาวจะมองโครงการใหม่ทั้งใน
ประเทศและต่างประเทศแต่ฐานรายได้หลักของบริษัทฯยังอยู่ในประเทศ ต่างประเทศเป็นส่วนที่
เพิ่มเข้ามา เนื่องจากตลาดในประเทศไทยต้องรอแผน PDP ที่ยังมีข้อจำกัดอยู่

***แผนทางการเงินในช่วงระยะสั้น

คิดว่าใช้วิธีการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ยังได้อยู่ อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่จูงใจ
ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับอดีต เมื่อไหร่ที่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสูงและการออกหุ้นกู้ดีกว่า จะมีการ
พิจารณา

***นโยบายการจ่ายเงินปันผลในครึ่งปีหลังเป็นอย่างไร เพราะแนวโน้มผลประกอบการในครึ่ง
ปีหลังชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก

นโยบายจ่ายเงินปันผลประมาณ 40% ของกำไรสุทธิ โดยคิดว่าไม่น่าจะน้อยกว่าเดิม
ซึ่งทั้งปีก่อนจ่ายอยู่ที่ 5.25 บาท/หุ้น ปีนี้คาดว่าอย่างต่ำจะสามารถรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลที่
ระดับปีก่อนได้

****แผนการโรดโชว์

บริษัทฯได้เดินทางไปฮ่องกงและสิงคโปร์แล้วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี
จากนักลงทุน โดยช่วงที่เหลือของปีนี้คงไม่มีแผนโรดโชว์เพิ่มเติม

***ในมุมมองของผู้บริหารมองราคาหุ้น EGCO อย่างไร

เป็นหุ้นพื้นฐาน ที่มีรายได้อย่างแน่นอนในระยะยาว เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
เพราะปันผลของ EGCO เชื่อว่าอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าเดิม โดยช่วงครึ่งปี 53 จ่ายที่ 2.50 บาท
ซึ่งปีก่อนจ่ายในระดับดังกล่าวเช่นกัน โดยเป็นนโยบายที่จะรักษาระดับ ขณะที่ Return ประมาณ
6% ซึ่งดีกว่าฝากเงิน

***EGCO ดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร

โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ทั้งหมดไม่มีปัญหาเลย ทั้งนี้ BLCP อยู่ในมาบตาพุดก็ไม่มีปัญหา
อะไร และเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดีไม่เคยมีปัญหา ซึ่งเรื่องสังคมกับสิ่งแวดล้อมต้องควบคู่กันไป
ส่วนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ามาต้องดูเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

***มองภาวะโลกร้อนอย่างไรแล้วจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปัญหานี้อย่างไร

ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาของโลก และย่อยเป็นปัญหาของประเทศ และผู้ผลิต โดย
PDP ใหม่ มีส่วนหนึ่งเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์ มีพวกโครงการ Renewable ซึ่งลดคาร์บอน
เป็นหลักโดย EGCO ก็ตอบสนองนโยบายรัฐ ซึ่งบริษัทฯมีโครงการโซล่าร์ โครงการ wind และ
โครงการไบโอแมส แม้จะเป็นโครงการเล็ก โดยไม่สามารถเทียบรายได้กับโครงการขนาดใหญ่
ได้ แต่เป็นการช่วยคนละไม้คนละมือ ซึ่งมี return ตามที่ต้องการ


By : เมธาวิรนทร์ เปี่ยมสมบูรณ์
eFinanceThai.com





เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 23/09/10 เวลา 13:05:44

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น