17 กันยายน 2553 09:21
ทันหุ้น-KCE เทรดสนั่น ผู้บริหารพิธาน องค์โฆษิตคาดเก็งกำไรรับยอดขายไตรมาส 3/2553 โตเป็นประวัติการณ์ พร้อมปฏิเสธข่าวลือออกวอร์แรนต์ ส่วนปัญหาค่าบาทแข็ง เชื่อแค่ช่วงสั้นกระทบกำไรบริษัทไม่มาก โบรกประเมินครึ่งปีหลังโชว์ยอดขาย 63 ล้านดอลลาร์/ไตรมาส หนุนทั้งปีกำไรโต 314% เป็น 710 ล้านบาท แนะ ซื้อ เป้า 11.17 บาท
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น KCE วานนี้ (16 ก.ย.) ปิดตลาดที่ระดับ 9 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 5.88% มูลค่าซื้อขายรวม 140.84 ล้านบาท
นายพิธาน องค์โฆษิต ผ้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอีอีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE กล่าวว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นบริษทนั้น มองว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรผลการดำเนินงานที่คาดว่ายอดขายจะยังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2553
ส่วนกระแสข่าวลื่อว่าบริษัทจะออกวอร์แรนต์นั้น ไม่เป็นความจริง บริษัทไม่มีนโยบายในการออกวอร์แรนต์ เพราะขณะนี้บริษัทไม่มีความจำเป็นการใช้เงินในการลงทุน และสภาพคล่องของบริษัทยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่การแข็งค่าของค่าเงินบาทในขณะนี้อาจจะกระทบในส่วนของกำไรของบริษัทในปีนี้บ้างแต่ไม่มากนัก เพราะบริษัทมีการป้องกันไว้บางส่วน และคาดว่าภาครัฐจะเข้ามาดูแลได้ทัน
กำไรสุทธิในไตรมาส 3 อาจจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากเดิมที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่หวังว่าจะเป้นแค่ช่วงสั้นๆ และภาครัฐน่าจะแก้ไข้สถานการณ์ได้นายพิธานกล่าว
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2553 คาดว่าจะกลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลที่ยอดขายจะดีที่สุดในรอบปี
อีกทั้งปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาส 2/2553 คลี่คลายไปในทางที่ดีทั้งหมด ซึ่งคาดว่ายอดขายในครึ่งปีหลังจะเฉลี่ยเป็น 63 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส ซึ่งได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 เพิ่มขึ้น 4% เป็น 710 ล้านบาท และคิดเป็นการเติบโตก้าวกระโดดถึง 314% เทียบกับจากปีก่อน
โดยรายการที่ปรับให้ดีขึ้นคือ ค่าใช้จ่ายขาย-บริหาร และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง สถานะบริษัทไม่ได้ย่ำแย่แม้ว่าบริษัทส่งออกไปยุโรปที่กำลังมีปัญหาในสัดส่วนถึง 50-60% จากยอดขายทั้งหมด เนื่องจากบริษัทส่งออกไปยุโรปจริง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อประกอบเป็นสินค้าแล้วก็ออกจำหน่ายไปทั่วโลก และ
ร่วมทั้งประเทศที่ส่งออกไปคือ เยอรมันและฝรั่งเศส ซึ่งภาวะเศรษฐกิจก็ยังแข็งแกร่ง ส่วนในปี 2554 ปรับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2% และเติบโตได้อีก 7% จากปีนี้ ด้วยสมมุติฐานที่ดีขึ้นในเรื่องค่าใช้จ่ายขาย-บริหารที่ลดลง
ส่วนการที่บริษัทได้มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 15% เป็นประมาณ 2 ล้านตารางฟุตต่อเดือน แล้วเสร็จประมาณไตรมาส 4/2553 แต่คาดว่าจะไปใช้กำลังการผลิตในส่วนเพิ่มที่ดีขึ้นในปี 2554 เต็มปีมากกว่า อีกทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าในการประหยัดต้นทุนค่าแรง โดยใช้เครื่องจักรแทนคนงานมากขึ้น ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ เป็นต้น
ดังนั้นคงคำแนะนำ ซื้อ แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ P/E ปี 2553 และ 2554 ยังอยู่ในระดับที่ถูกเป็นเพียง 6.2 เท่า และ 5.8 เท่า กำหนดราคาพื้นฐานใหม่ไว้ที่ 11.17 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 2554 ที่ระดับ 7.0 เท่า จากเดิมที่ใช้ P/E ปี 2553
By : http://www.thunhoon.com/colum/06294/06294.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น