กรุงเทพฯ--23 ส.ค.--ข่าวหุ้น
บล.บัวหลวงเราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิขึ้น 5% ในปี 2553 และ 11% สำหรับประมาณการกำไรหลังปี 2554 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี ที่ 27% (ปรับเพิ่มจาก 19% ที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้) และมี upside ถึงราคาเป้าหมาย 23% เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำจาก "ถือ" เป็น "ซื้อ"บล.ซิกโก้ปริมาณฝนชุก...คาดผลประกอบการ 2H10E ลดลงเล็กน้อย FY11E เน้นกลยุทธ์การเป็นร้านสะดวกอิ่ม และเพิ่มสาขา Franchise แนวโน้มการจ่ายปันผลพิเศษหลังได้รับกระแสเงินสดใน 3Q10E มีมาก แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 40.00 บาทบล.ฟาร์อีสท์การขยายสาขาที่ต่อเนื่อง เสถียรภาพของการทำกำไรที่มั่นคงและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง (เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นประมาณ 14,000 ล้านบาท) เป็นผู้นำอันดับ 3 ในตลาดโลก (อิงสาขาร้าน 7-Eleven, รองจากญี่ปุ่นและสหรัฐ) เราปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 36.20 บาท (อ้างอิง PE 23 เท่าปี 2554, ด้วย ROE เกือบ 30% ในปีหน้า) ยังมี upside อีก 11% รวมกับ dividend yield อีกกว่า 3% ที่ราคาปัจจุบันบล.กิมเอ็ง! คาดว่าบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลพิเศษ 0.45-0.89 บาท/หุ้นจากสมมุติฐานการจ่าย (Pay-out ratio) ในอัตรา 50-100% ซึ่งเป็นการจ่ายเพิ่มเติมจากเงินปันผลปกติที่เราคาดไว้ที่ 1 บาท/หุ้น จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรทำให้ราคาเป้าหมายของหุ้นถูกปรับขึ้นเป็น 39.50 บาท จากการประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด คงคำแนะนำ ซื้อ
วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553
TASCO: ตลาดส่งออกหลักยังต้องการสูง
TASCO: ตลาดส่งออกหลักยังต้องการสูง
แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังจะยังโดดเด่นไตรมาสละ 200-250 ล้านบาท ปรับกไรปีหน้าขึ้นคาดกำไรจะทะลุ 1,000 ล้านบาท แรงหนุนตลาดส่งออกหลักยังต้องการสูง วัตถุดิบมีช่องทางมากขึ้น งบประมาณปี 2554 มีงบเกี่ยวกับการสร้างและซ่อมบำรุงถนนมกขึ้นประเมินราคาเป้าหมายปีหน้า ขึ้นเป็น 60 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังจะยังโดดเด่นไตรมาสละ 200-250 ล้านบาท บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) มีผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่โดดเด่นมากมีกำไรสูงถึง 660 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.33 บาท) โดยครึ่งปีแรกมีปริมาณขาย 250,000 ต้น เกือบเท่าปี 2552 ทั้งปีที่ปริมาณขาย 626,000 ต้น จากคำสั่งซื้อในมือที่เห็นถึงเดือน ก.ย. และได้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบน้ำมันดิบหนัก เพื่อมากลั่นเป็นยางมะตอย พร้อมป้องกันความเสี่ยงไว้แล้วจนถึงกลางเดือน พ.ย. ทำให้ปริมาณขายในปีนี้ มีแนวโน้มจะสูงถึง 1.05 ล้านตัน พุ่งขึ้นจากปีก่อนถึง 68% หรือคิดเป็นปริมาณขายในครึ่งปีหลังประมาณ 530,000 ตัน
ดังนั้นแนวโน้มกำไรในครึ่งปีหลังคาดจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี ประมาณ 200-250 ล้านบาท(กำไรต่อหุ้น 1.31-1.64) ต่อไตรมาส ซึ่งจะทำให้กำไรในปีนี้ มีแนวโน้มจะมากกว่าเราคาดมาก
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ตัวเลขเบื้องต้นมีงบเกี่ยวกับถนนเพิ่มขึ้นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาของสภา จากตัวเลขเบื้องต้น เมื่อรวมงบประมาณ กรมทางหลวง และ กรมทางหลวงชนบท แล้วจะมีงบประมาณ 2553 และ 20,000 ล้านบาท ในปี 2552
แนวโน้มปี 2554-2555 คาดจะยังเติบโตต่อเนื่อง กำไรจะทะลุหลักพันล้านบาท แนวโน้มในปี 2554-2555 ปริมาณขายจะยังเติบโตได้ต่อ โดยเฉพาะยังได้แรงหนุนจากโรงกลั่นบางมะตอยในมาเลเซีย ซึ่งจะส่งออกไปประเทศหลักๆ อย่างจีนเวียดนาม อินโดนีเซียและออสเตรเลียซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางในการหาวัตถุดิบน้ำมันดิบหนักได้มากขึ้น
ส่วนตลาดส่วนออกปัจจุบันทาง TASCO ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่พบขาย รวมถึงมีผู้ถือหุ้น คือ Colas S.A.(เข้าซื้อหุ้น TASCO ที่ 44 บาท) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยางมะตอยชั้นนำของโลกเป็นช่องทางจำหน่าย โดยในปีหน้า ทาง TASCO ตั้งเป้าจะกลั่นน้ำมันดิบหนักเป็น 7.2 ล้านบาร์เรล จากปีนี้ 6.7 ล้านบาร์เรล และจะเพิ่มเป็น 9 ล้านบาร์เรลในปี 2555 ดังนั้นเราจึงปรับประมาณการปีหน้าขึ้นโดยประเมินกำไรเท่ากับ 1,001 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 6.56 บาท)
คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายปี 2554 เท่ากับ 60 บาท ตัวเลขกำไรต่อหุ้นครึ่งปีแรกหากจับคูณด้วยสองจะสูงถึง 8.66 บาท แม้ว่าประมาณการของเราจะเป็นแบบอนุรักษนิยมโดยประเมินกำไรต่อหุ้นในปีนี้เพียง 6.39 บาท (ตัวเลขกำไรครึ่งปีแรกคืดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของประมาณการทั้งปี) ราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขาย P/E ปี 2553 ที่ต่ำเพียง 6.5 เท่า จากประมาณการปี 2554 ที่ปรับขึ้น และบนฐาน P/E ปี 2554 เท่ากับ 9 เท่า เราปรับราคาเป้าหมายปี 2554 ขึ้นเป็น 60 บาท จากเดิม 50 บาท รวมแล้ว เราคงคำแนะนำ ซื้อ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังจะยังโดดเด่นไตรมาสละ 200-250 ล้านบาท ปรับกไรปีหน้าขึ้นคาดกำไรจะทะลุ 1,000 ล้านบาท แรงหนุนตลาดส่งออกหลักยังต้องการสูง วัตถุดิบมีช่องทางมากขึ้น งบประมาณปี 2554 มีงบเกี่ยวกับการสร้างและซ่อมบำรุงถนนมกขึ้นประเมินราคาเป้าหมายปีหน้า ขึ้นเป็น 60 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ
แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังจะยังโดดเด่นไตรมาสละ 200-250 ล้านบาท บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) มีผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่โดดเด่นมากมีกำไรสูงถึง 660 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.33 บาท) โดยครึ่งปีแรกมีปริมาณขาย 250,000 ต้น เกือบเท่าปี 2552 ทั้งปีที่ปริมาณขาย 626,000 ต้น จากคำสั่งซื้อในมือที่เห็นถึงเดือน ก.ย. และได้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบน้ำมันดิบหนัก เพื่อมากลั่นเป็นยางมะตอย พร้อมป้องกันความเสี่ยงไว้แล้วจนถึงกลางเดือน พ.ย. ทำให้ปริมาณขายในปีนี้ มีแนวโน้มจะสูงถึง 1.05 ล้านตัน พุ่งขึ้นจากปีก่อนถึง 68% หรือคิดเป็นปริมาณขายในครึ่งปีหลังประมาณ 530,000 ตัน
ดังนั้นแนวโน้มกำไรในครึ่งปีหลังคาดจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี ประมาณ 200-250 ล้านบาท(กำไรต่อหุ้น 1.31-1.64) ต่อไตรมาส ซึ่งจะทำให้กำไรในปีนี้ มีแนวโน้มจะมากกว่าเราคาดมาก
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ตัวเลขเบื้องต้นมีงบเกี่ยวกับถนนเพิ่มขึ้นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาของสภา จากตัวเลขเบื้องต้น เมื่อรวมงบประมาณ กรมทางหลวง และ กรมทางหลวงชนบท แล้วจะมีงบประมาณ 2553 และ 20,000 ล้านบาท ในปี 2552
แนวโน้มปี 2554-2555 คาดจะยังเติบโตต่อเนื่อง กำไรจะทะลุหลักพันล้านบาท แนวโน้มในปี 2554-2555 ปริมาณขายจะยังเติบโตได้ต่อ โดยเฉพาะยังได้แรงหนุนจากโรงกลั่นบางมะตอยในมาเลเซีย ซึ่งจะส่งออกไปประเทศหลักๆ อย่างจีนเวียดนาม อินโดนีเซียและออสเตรเลียซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางในการหาวัตถุดิบน้ำมันดิบหนักได้มากขึ้น
ส่วนตลาดส่วนออกปัจจุบันทาง TASCO ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่พบขาย รวมถึงมีผู้ถือหุ้น คือ Colas S.A.(เข้าซื้อหุ้น TASCO ที่ 44 บาท) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยางมะตอยชั้นนำของโลกเป็นช่องทางจำหน่าย โดยในปีหน้า ทาง TASCO ตั้งเป้าจะกลั่นน้ำมันดิบหนักเป็น 7.2 ล้านบาร์เรล จากปีนี้ 6.7 ล้านบาร์เรล และจะเพิ่มเป็น 9 ล้านบาร์เรลในปี 2555 ดังนั้นเราจึงปรับประมาณการปีหน้าขึ้นโดยประเมินกำไรเท่ากับ 1,001 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 6.56 บาท)
คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายปี 2554 เท่ากับ 60 บาท ตัวเลขกำไรต่อหุ้นครึ่งปีแรกหากจับคูณด้วยสองจะสูงถึง 8.66 บาท แม้ว่าประมาณการของเราจะเป็นแบบอนุรักษนิยมโดยประเมินกำไรต่อหุ้นในปีนี้เพียง 6.39 บาท (ตัวเลขกำไรครึ่งปีแรกคืดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของประมาณการทั้งปี) ราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขาย P/E ปี 2553 ที่ต่ำเพียง 6.5 เท่า จากประมาณการปี 2554 ที่ปรับขึ้น และบนฐาน P/E ปี 2554 เท่ากับ 9 เท่า เราปรับราคาเป้าหมายปี 2554 ขึ้นเป็น 60 บาท จากเดิม 50 บาท รวมแล้ว เราคงคำแนะนำ ซื้อ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
BLA คุณค่าที่ 43.00 บาท
บล.พัฒนสินแนะนำ "ซื้อ"ราคาเป้าหมายที่ 43.00 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น BLA ราคาเป้าหมายที่ 43.00 บาท เนื่องจากปัจจัยสนับสนุน คือ
1. รายได้จากเงินลงทุนจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะปัจจุบันเงินที่ได้รับจากกรมธรรม์ (Renewal Premiums) บริษัทฯ จะนำกลับมาลงทุนใหม่ ตามภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ อัตราผลตอบแทนส่วนใหญ่จะคงที่ ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรดีขึ้น ทั้งนี้ จากการศึกษา Sensitivity ถ้า Invetment Yield เฉพาะในส่วนของพันธบัตร (มีสัดส่วน 55.42% ของพอร์ต) หากเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดทุก 0.25% จะมีผลให้กำไรปี 54 เพิ่มขึ้น 10%
2. สมาคมประกันอยู่ระหว่างเสนอให้สามารถนำรายจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอีก 1 แสนบาท (จัดเป็นกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพ! ย์รูปแบบหนึ่ง) โดยเชื่อว่าจะเสนอครม. และให้มีผลบังคับใช้เดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้ทันปีภาษีปี 54 ขณะที่ ผู้บริหารมองว่าเป็นอีกปัจจัยเร่งที่จะทำให้ธุรกิจมีช่องทางในการขยายฐานและเบี้ยอาจเติบโตได้สูงกว่าเดิม (ปัจจุบันมีเพียงเบี้ยประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่หักลดหย่อนได้ 1 แสนบาท)
3. การเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี TAS เริ่มใช้ ม.ค. 2011 คาดผลกระทบจากการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานจะไม่กระทบมาก แต่การรับรู้เงินลงทุนอาจส่งผลให้มูลค่าทางบัญชีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2013 ที่เริ่มใช้มาตรฐาน IFRS (อย่างเต็มรูปแบบ) คาดส่งผลบวกต่อ BV และ NAV พิจารณาจากกรณีของ AVIVA และ L&G ในอังกฤษ ซึ่งพบมูลค่าทางบัญชีเพิ่มขึ้น ส่วนการคำนวณเงินกองทุนใหม่ปีหน้านั้นมองไม่มีผลต่อผู้ถือหุ้น และไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน เพราะธุรกิจมีเงินกันสำรองและเงินกองทุน ที่ระดับสูงมาก--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station
ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น BLA ราคาเป้าหมายที่ 43.00 บาท เนื่องจากปัจจัยสนับสนุน คือ
1. รายได้จากเงินลงทุนจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะปัจจุบันเงินที่ได้รับจากกรมธรรม์ (Renewal Premiums) บริษัทฯ จะนำกลับมาลงทุนใหม่ ตามภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ อัตราผลตอบแทนส่วนใหญ่จะคงที่ ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรดีขึ้น ทั้งนี้ จากการศึกษา Sensitivity ถ้า Invetment Yield เฉพาะในส่วนของพันธบัตร (มีสัดส่วน 55.42% ของพอร์ต) หากเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดทุก 0.25% จะมีผลให้กำไรปี 54 เพิ่มขึ้น 10%
2. สมาคมประกันอยู่ระหว่างเสนอให้สามารถนำรายจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอีก 1 แสนบาท (จัดเป็นกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพ! ย์รูปแบบหนึ่ง) โดยเชื่อว่าจะเสนอครม. และให้มีผลบังคับใช้เดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้ทันปีภาษีปี 54 ขณะที่ ผู้บริหารมองว่าเป็นอีกปัจจัยเร่งที่จะทำให้ธุรกิจมีช่องทางในการขยายฐานและเบี้ยอาจเติบโตได้สูงกว่าเดิม (ปัจจุบันมีเพียงเบี้ยประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่หักลดหย่อนได้ 1 แสนบาท)
3. การเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี TAS เริ่มใช้ ม.ค. 2011 คาดผลกระทบจากการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานจะไม่กระทบมาก แต่การรับรู้เงินลงทุนอาจส่งผลให้มูลค่าทางบัญชีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2013 ที่เริ่มใช้มาตรฐาน IFRS (อย่างเต็มรูปแบบ) คาดส่งผลบวกต่อ BV และ NAV พิจารณาจากกรณีของ AVIVA และ L&G ในอังกฤษ ซึ่งพบมูลค่าทางบัญชีเพิ่มขึ้น ส่วนการคำนวณเงินกองทุนใหม่ปีหน้านั้นมองไม่มีผลต่อผู้ถือหุ้น และไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน เพราะธุรกิจมีเงินกันสำรองและเงินกองทุน ที่ระดับสูงมาก--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station
ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อก STOCK-STOR
บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม สตอรี่หุ้นแต่ละตัว ที่ผู้จัดทำสนใจและอยากแบ่งปันให้อ่านกัน ข้อมูล ที่เผยแพร่ในบล็อกนี้ มีที่มาอย่างชัดเจน และขอให้ผู้อ่านทุกท่านใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ ขอบคุณครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)