ทันหุ้น- ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ การันตีปีนี้ PTT กำไรเหนือกว่าปีก่อนที่ทำได้ 5.95 หมื่นล้านบาท จากการเติบโตของยอดขายแตะ 2 ล้านล้านบาท ยันค่าบาทแข็งไม่กระทบ บริหารความเสี่ยงได้ ส่วนแผนซื้อคาร์ฟูปลายเดือนตุลาคมนี้คัดตัวรอบ 2 โบรกประเมินไตรมาส 3/53 โชว์กำไร 18,000 ล้านบาท แนะ ซื้อ เป้า 340 บาท
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2553 คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตไม่น้อยกว่าปีก่อนที่ทำได้ 5.95 หมื่นล้านบาท จากการเติบโตเพิ่มขึ้นของยอดขายที่ใกล้ระดับ 2 ล้านล้านบาทจากกำลังการผลิตของบริษัทในเครือที่เพิ่มขึ้น
ค่าเงินบาทไม่กระทบต่อกำไรสุทธิ เพราะมีวอลุ่มขายที่โตขึ้นจากโรงงานใหม่ๆ และยอดขายก๊าซฯก็โตขึ้น รวมทั้งบริษัทมีการบริหารรายได้ และต้นทุนการผลิตที่อย่ในสกุลเงินดอลลาร์ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันบริษัทมีหนี้ในสกุลดอลลาร์ ค่าบาทแข็งค่าทำให้มีการชำระหนี้ลดลง ซึ่งชดเชยกันได้ และคาดว่ากำไรสุทธิก็คงไม่น้อยกว่าปีก่อน นายประเสริฐ กล่าว
นอกจากนี้ ธุรกิจของบริษัทลูกมียอดขายที่เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่ๆ ของโครงการที่ไม่ได้ติดอยู่ในคดีมาบตาพุด รวมทั้งยอดขายก๊าซธรรมชาติก็มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนโครงการในกลุ่ม PTT ที่ถูกระงับการดำเนินกิจกรรมชั่วคราวก่อนหน้านี้จากปัญหามาบตาพุดนั้น มีทั้งสิ้น 25 โครงการ ซึ่งภายหลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งในคดีดังกล่าว ทำให้โครงการส่วนใหญ่ของกลุ่ม PTT กลับมาดำเนินกิจกรรมได้
อย่างไรก็ตามมี 1 โครงการ ของบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH ที่ถูกระงับการลงทุนอยู่ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสองที่จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(HIA) ให้ครบถ้วน ทำให้คาดว่าโครงการทั้งหมดในมาบตาพุดของกลุ่ม PTT จะกลับมาเดินเครื่องได้ครบทั้งหมดภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
ส่วนการเข้าร่วมประมูลคาร์ฟูนั้น คาดว่าในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้คาดว่าจะมีการเปิดให้มีการประมูลในรอบที่ 2 ซึ่งบริษัทก็พร้อมที่จะเสนอการประมูล และหลังจากนั้นคาดว่าจะมีการเจรจาอย่างจริงจังมากขึ้นในแง่ของราคา
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการของ PTT ในไตรมาส 3/2553 คาดฟื้นตัวจากไตรมาส 2/2553 แม้ว่าธุรกิจน้ำมันและก๊าซฯ ยอดขายก๊าซฯ กลุ่มโรงแยกคาดลดลง เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน จากกำลังการผลิตกลุ่มปิโตรฯ และโรงไฟฟ้าที่ลดลง
ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าประเมินว่าจะกระทบรายได้ของธุรกิจ E&P แต่ราคาขายและยอดขายยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง รวมทั้งเริ่มรับรู้เงินประกันภัยในตามาส 3/2553 ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะชดเชยผลกระทบจากค่าบาทที่แข็งค่าได้
ด้านธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี มองว่าค่าการกลั่นฟื้นตัว และความเสี่ยงต่อผล Stock Loss ลดลง จากการฟื้นตัวของราคาผลิตภัณฑ์ มี Fx Gain ตามทิศทางค่าเงินบาท ธุรกิจปิโตรเคมี กำลังผลิตลดลง ในส่วนของPTTCH เนื่องจากหยุดซ่อมเครื่องตามแผน มี Fx Gain ตามทิศทางค่าเงินบาท
ดังนั้นประเมินว่าไตรมาส 3/2553 นี้ PTT จะมีกำไรสุทธิประมาณ 18,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนและเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตามโครงการในกลุ่ม PTT ติดคำสั่งศาลฯ แต่ไม่มีนัยต่อรายได้รวม PTT คาดสามารถผลิตได้ในต้นปี 2554 หลังจาก PTT กลับไปดำเนินการตามรัฐธรรมนูญปี 2550 (มาตรา 67 วรรค 2) ได้แก่ โครงการส่วนขยายกำลังการผลิตเอทธิลีนออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล ขนาดกำลังการผลิต 95,000 ตันต่อปี
การกระบวนการเบื้องต้นต้องทำ EIA และ HIA และทำ Public Hearing และให้คณะกรรมการอิสระให้ความเห็นชอบ ก่อนจะกลับมาดำเนินการได้ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทเริ่มกระบวนการดังกล่าวบ้างแล้ว ทำให้คาดว่าโครงการดังกล่าวจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2554 ขณะที่ผลกระทบต่อรายได้ไม่มากเนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็ก
ขณะที่โครงการโรงแยกก๊าซฯ แห่งที่ 6 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4/2553 เป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการในไตรมาสดังกล่าว และปี 2554 เนื่องจากจะมีกำลังการผลิตของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ เพิ่มขึ้น 63% เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจปิโตรเคมีของ PTT โดยเฉพาะ PTTCH จึงแนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 340 บาท
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น