วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

BAY : สู่ศักยภาพที่แท้จริง

          เราคงคำแนะนำ Buy หุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่ราคาเป้าหมาย 26 บาทในปี 2554 (PER 16x, PBV 1.5x) โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิของ BAY จะมีอัตราการเติบโต (เฉลี่ย 24%) ในปี 2553-2556 สูงกว่ากลุ่มธนาคาร ส่งผลให้ ROE มี upside สูง ขณะเดียวกันธุรกิจของธนาคารที่มีศักยภาพสูงได้แก่ธุรกิจ bancassurance และธุรกิจบัตรเครดิต นอกจากนี้ BAY ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติมทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง

          เป้าหมาย ROE ในสามอันดับแรกที่มีความเป็นไปได้

          คุณ Mark Arnold ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ (ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ในเดือน ม.ค.2553) ตั้งเป้าให้ BAY เพิ่ม ROE จาก 7.5% ในปี 2552 มาอยู่ในสามอันดับแรกของกลุ่มธนาคารภายในปี 2556 โดยเราคาดว่า BAY จะมี ROE เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในปี 2552 เป็น 13.3% ภายในปี 2556 ซึ่งน่าจะติดอยู่ในอันดับสามถึงอันดับสี่ของกลุ่ม ทั้งนี้ BAY เสร็จสิ้นกระบวนการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือ GE Group ในปี 2552 (บริษัทสุดท้ายคือ บริษัทจีอี มันนี่ (ประเทศไทย) ในเดือน พ.ย.2552)

          เราจึงคาดว่าธนาคารจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ในปี 2554 ซึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ bancassurance และการ cross-sell บัตรเครดิต เราประมาณการว่าอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม (เฉลี่ย +18%) และกำไรสุทธิ (เฉลี่ย +24%) ในปี 2553-2556 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคาร และกลายเป็นฐานรากของการเติบโตของ ROE ในอนาคต

          ธุรกิจ bancassurance มี upside แข็งแกร่ง

          เราคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ bancassurance ของ BAY จะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าใน 3 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันประมาณ 500-600 ล้านบาทต่อปี (ประมาณ 7% ของรายได้ค่าธรรมเนียม) และแม้ว่า BAY จะถือหุ้น 8.5% ในบริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซีพี (AACP) แต่ธนาคารไม่ได้มีข้อผูกมัดที่ต้องทำธุรกิจกับ AACP เพียงรายเดียวซึ่งต่างจากธนาคารอื่น โดย AACP มีการขายกรมธรรม์ผ่าน BAY น้อยกว่า 20% ของเบี้ยประกัน

          ขณะที่บริษัทประกันที่เป็นหุ้นส่วนกับธนาคารรายอื่นมียอดขายมากกว่า 50% ของเบี้ยประกันผ่านธนาคารที่เป็นหุ้นส่วน นอกจากนี้ BAY ยังมีการขายกรมธรรม์ของบริษัทประกันแห่งอื่นเช่น AIA เราจึงเชื่อว่าธนาคารมีโอกาสสูงในการขยายธุรกิจ bancassurance ผ่านทางความร่วมมือเพิ่มมากขึ้นกับ AACP หรือ AIA

          โอกาสในการ cross-sell บัตรเครดิต

          การควบรวมกิจการ GEMT ในเดือน พ.ย.2553 ส่งผลให้จำนวนบัตรเครดิตของ BAY เพิ่มขึ้นสามเท่าจากต่ำกว่า 900,000 ใบเป็น 2.6 ล้านใบ โดยบัญชีลูกค้าที่ได้จาก GEMT จะเป็นบัตรเครดิตที่ไม่ได้ออกโดยธนาคาร ตัวอย่างเช่นบัตร Central, Tesco, Power Buy และ Homepro รวมทั้งมีอัตราการใช้จ่ายผ่านบัตรไม่สูงเท่าบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคาร เนื่องจากมีการสร้างความผูกพันกับลูกค้าน้อยกว่า (customer engagement) ซึ่งเมื่อบัตรเครดิตเหล่านี้มาอยู่ภายใต้ BAY จะเป็นโอกาสที่ดีในการ cross-sell ผลิตภัณฑ์ของ BAY

          การลดค่าใช้จ่ายในอนาคต

          เราคาดจะเห็น BAY มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองลดลงในอนาคต โดย BAY มีเป้าหมายอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองต่อสินเชื่อสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 198bps ในปี 2553 (TISCO 120bps และค่าเฉลี่ยของกลุ่ม 60-80bps)

          ทั้งนี้ BAY จะทำการทบทวนนโยบายการตั้งสำรองในกลางปี 2554 ซึ่งเราคาดว่าจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองของธนาคารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ BAY ตั้งเป้าลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จาก 56% เป็น 50% ภายในปี 2558 โดยใน ปัจจุบัน ธนาคารมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการรวมศูนย์ข้อมูลของจีอี มันนี่ (จาก 5 เหลือ 2 แห่ง) และศูนย์บริการลูกค้า (จาก 4 เหลือ 1 แห่ง) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2555

          ที่มา...บล.กสิกรไทย--จบ--



          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น