17 กันยายน 2553 09:22
ทันหุ้น-ESTAR สร้างฐานรายได้ที่มั่นคง เตรียมเปิดโครงการใหม่ปลายปีนี้ 2 โครงการมูลค่า 1 พันล้านบาท/โครงการ หลังประสบความสำเร็จใน 2 โครงการแรกที่กวาดยอดขายไปแล้ว 1.2 พันล้านบาท และยังมีแผนซื้อที่ดินทำเลใจกลางเมือง และใกล้สถานีรถไฟฟ้า พัฒนาโครงการในอนาคตอีก 25 โครงการมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาทภายใน 4 ปีข้างหน้า และปีนี้คาดำพลิกกำไร 24 ล้านบาท แนะ ซื้อเก็งกำไร ราคาต่ำบู๊ค 0.95 บาท จากเป้าหมาย 0.86 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ESTAR อยู่ในช่วงสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในอนาคต โดยผลการดำเนินงานปกติปี 2553 ของ ESTAR ไม่รวมรายการพิเศษมีแนวโน้มพลิกฟื้นจากที่ขาดทุนในปี 2552 โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 16 ล้านบาทเทียบกับที่ขาดทุน 35 ล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2552
สำหรับกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2553 พลิกเป็นมีกำไร 3 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 15 ล้านบาทในไตรมาส 2/2552 จากยอดขายที่เติบโตถึง 84%จากปีก่อน แต่ลดลง 9% จาไตรมาสก่อน สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีกำไรสุทธิ 16 ล้านบาทพลิกจากขาดทุน 35 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 27% ดีขึ้นจากระดับ 26% ในปี 2552 และมีอัตรากำไรสุทธิ 5% ดีขึ้นจากปีก่อนที่ติดลบ 1% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ระดับ 10%
ดังนั้นคาดการณ์กำไรปกติปี 2553 เติบโตโดดเด่นจากฐานที่ต่ำในปี 2552 โดยคาดยอดขายปี 2553 ราว 851 ล้านบาทซึ่งเติบโต 28% จากปีก่อนที่หดตัวในปี 2552 ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 27% ซึ่งปรับดีขึ้นจาก 25.8% ปี 2552 จึงคาดกำไรปกติทั้งปี 2552 ราว 24 ล้านบาทพลิกจากขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 16 ล้านบาทในปี 2552 หากรวมรายการพิเศษในการโอนกลับผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จะมีกำไรสุทธิ 19 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี หากดีลการขายที่ดินที่จ.ระยองจำนวน 600 ไร่เศษเกิดขึ้นในปีนี้จะมีกำไรพิเศษจากการขายที่ดินที่หนุนกำไรสุทธิปีนี้ให้เติบโดก้าวกระโดดจากปี 2552
นอกจากนี้บริษัทมีแผนเปิดขายโครงการใหม่ในปี 2553 อย่างน้อย 4 โครงการเปิดขายแล้ว 2 โครงการได้แก่ คอนโดฯThe Breezeมูลค่า 1.4 พันล้านบาทและ The Vantage มูลค่า 1.1 พันล้านบาทซึ่งได้รับการตอบรับดี และในช่วงไตรมาส 4/2553 จะเปิดขายอีก 2 โครงการเป็นทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมมูลค่าโครงการละ 1 พันล้านบาท
ทั้งนี้ยอดขาย presale จนถึงปัจจุบันทำได้แล้วราว 1.2 พันล้านบาททำให้เป้าหมายยอดขาย presale ทั้งปีที่ 1,680 ล้านบาทมีโอกาสทำได้และจะเป็นงานในมือ สำหรับรับรู้เป็นรายได้ในอนาคตในอีก 2 ปีประกอบกับปี 2554 จะเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีในการรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างมาเป็นรับรู้เมื่อโอน ทำให้คาดว่าผลประกอบการปี 2554 น่าจะทำได้เพียงรักษาระดับใกล้เคียงกับปี 2553
ส่วนความเสี่ยงทางการเงินต่ำแต่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต การปลอดภาระหนี้สินทำให้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) สิ้นไตรมาส 2/2553 อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.03 เท่า แต่แผนซื้อที่ดินในทำเลใจกลางเมือง และใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพื่อไปพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างน้อย 25 โครงการมูลค่าราว 2.5 หมื่นล้านบาทภายใน 4 ปีตามแผนการเพิ่มฐานรายได้และการปรับพอร์ทมาพัฒนาโครงการในกทม.ซึ่งแหล่งเงินทุนส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการกู้เงินเพิ่มขึ้นซึ่งจะมีผลให้ความเสี่ยงทางการเงินในอนาคตมีแนวโน้มสูงขึ้น
ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย 0.86 บาทสำหรับปี 53 โดยบริษัทไม่ได้จ่ายเงินปันผลตั้งแต่ปี 2538 โดยเริ่มมียอดขาดทุนสะสมตั้งแต่ปี 2548 ถึงไตรมาส 2/2553 มีผลขาดทุนสะสมสุทธิ 348 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสที่จะลดลงหากดีลขายที่ดินที่จ.ระยองเกิดขึ้น
ทั้งนี้หากสามารถล้างขาดทุนสะสมได้หมดจ่ายเงินปันผลได้จะทำให้ภาพรวมการลงทุนในหุ้น ESTAR ดีขึ้น ทั้งนี้ราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายซื้อขายที่ระดับต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีที่คาดปลายปี 2553 ที่ 0.95 บาทต่อหุ้น หากกำหนดให้ราคาเหมาะสมอิงกับ P/BV ของหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ระดับ 0.9 เท่า จะได้เท่ากับ 0.86 บาท สำหรับปี 2553
by : http://www.thunhoon.com/colum/06296/06296.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น