ทันหุ้น-GLOW ลงประมูลโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 2 พันเมกะวัตต์ ผู้บริหารสุทธิวงศ์ คงสิริคาดรู้ผลเดือน พ.ย.นี้ หวั่นค่าบาทแข็งฉุดรายได้-กำไรปี54 ส่วนโบรกประเมิน GLOW ได้เปรียบเหนือคู่แข็ง จากฐานลูกค้าเดิมเพียบ คาดปี 55 กำไรโตก้าวกระโดดเป้น 8.4 พันล้านบาท จากปีนี้คาด 5 พันล้านบาท แนะ ซื้อ เป้าใหม่ 55 บาท
นายสุทธิวงศ์ คงสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าโดยผู้ผลิตขนาดเล็ก (SPP) ที่ใช้ระบบความร้อนร่วมของกระทรวงพลังงานรอบใหม่ จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ในวันที่ 1 กันยายนนี้ที่ผ่านมา และคาดว่าจะรุ้ผลการประมูลในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้
เราได้ยื่นประมูลโครงการโรงไฟฟ้า SPP ไปแล้วในช่วงต้นสัปดาห์ก่อน เพื่อสร้างฐานรายได้ที่แข็งแกร่งในอนาคต เพราะโครงการดังกล่าวจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงปี 2558-2564 ซึ่งบริษัทได้ยื่นประมูลไป 3 โครงการจำนวน 230 เมกะวัตต์นายสุทธิวงศ์กล่าว
ทั้งนี้บริษัทมีความมั่นใจในการประมูลโครงการโรงไฟฟ้า SPPในครั้งนี้ พอสมควร เพราะเงื่อนไขการพิจารณาการประมูลคือการสร้างโอกาสในการลงทุนของทั้งภาครัฐ และเอกชนร่วมกัน และผู้ประกอบการจะต้องมีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมเป็นหลักด้วย
นายสิทธิวงศ์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 คาดว่าจะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบจากช่วงครึ่งปีแรก เพราะมีการหยุดช่อมบำรุงโรงไฟฟ้า และมีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น
ในปีนี้อาจจะเห็นผลกระทบที่ไม่ชัดเจนนัก แต่ปีหน้าจะรับแบบเต็มๆ หากค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์ แน่นอนรายได้ และกำไรของบริษัทต้องลดลงไปด้วย เพราะอัตราค่าไฟอิงกับอัตราค่าเงินดอลลาร์เป็นหลักนายสุทธิวงศ์ กล่าว
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์ เฮียน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทาง GLOW ยื่นประมูลโครงการโรงไฟฟ้า SPP ของกระทรวงพลังงาน 3 โครงการ คือ สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขนาด 70 เมกะวัตต์, ใช้กำลังผลิตส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้ขายของโรงไฟฟ้าก๊าซ Phase 5 จำนวน 90 เมกะวัตต์ และใช้กำลังผลิตเดิมของ GSPP 2 จำนวน 70 เมกะวัตต์ โดยย้ายฐานลูกค้าอุตสาหกรรมไปใช้กับโรงไฟฟ้า SPP ที่จะหมดอายุในปี 2560
ทั้งนี้ประเมินว่า GLOW มีความได้เปรียบในการประมูล SPP ในรอบนี้ เนื่องจากมีลูกค้าอุตสาหกรรมสำหรับการขายไฟฟ้า และไอน้ำจากโรงไฟฟ้าก๊าซระบบโคเจนเนอชั่น ตลอดจนความพร้อมทางด้านพื้นที่ก่อสร้างและมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักอยู่แล้ว
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเติบโตจากการเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าใหม่ใน 3 โครงการหลัก โดยมีกำลังผลิตรวมเพิ่มขึ้น 55% จาก 2,118 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายปี 2552 เป็น 3,275 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายปี 2554
ดังนั้นประเมินกำไรสุทธิในปี 2553 เพิ่มขึ้น 20% เป้น 5,012 ล้านบาท จากกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้น จากโครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าขนาด 115 เมกะวัตต์ ซึ่งลูกค้าหลักคือ MOC ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SCC ประกอบกิจการปิโตรเคมีขั้นต้น ได้เริ่มดำเนินงานแล้ว
ประกอบกับบริษัทลูกส่วนใหญ่ไม่อู่ในประเภทกิจการรุนแงจะสามารถเริ่มโครงการได้ตามแผนในขณะที่ผลการดำเนินงานจะเติบโตก้าวกระโดดในปี 2555 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเปน 8,489 ล้านบาท ส่งผลให้การจ่ายเงินปันผลจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.90 บาทต่อหุ้นในปี 2555 จาก 1.823 บาทต่อหุ้นในปี 2552 และประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 ไว้ที่ 55 บาท จึงแนะนำ ซื้อ
BY....>> http://www.thunhoon.com/colum/06323/06323.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น